Trump

ทรัมป์ สั่งเพิ่มภาษีสินค้าจากจีน 25%

ท่ามกลางกระแสข่าวกีฬา และข่าวการเมืองที่กำลังร้อนระอุในช่วงเวลานี้ สงครามการค้าระหว่างประเทศก็สร้างความตึงเครียดให้กับตลาดโลกเป็นอย่างมาก หลังจากที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สั่งการให้ผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ ยูเอสทีอาร์ นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ให้ทำการพิจารณาปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน ขึ้นสู่ระดับ 25 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดรวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 2 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับแผนการเรียนเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ นั้นถือว่าสูงกว่าแผนที่ทางสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2018 ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่ทั้งสองประเทศไม่สามารถเจราจาเพื่อที่จะหาข้อตกลงในการยุติข้อพิพาททางการค้า โดยมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้า 25 เปอร์เซ็นต์ จะเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่เดือนกันยายน 2018 เป็นต้นไป สำหรับสินค้าที่ประเทศจีนจะถูกเก็บภาษีรอบใหม่ มีหลากหลายกว่าพันชนิด ไม่ว่าจะเป็น เคมี, เฟอร์นิเจอร์, อาหาร, อลูมีเนียม, จักรยาน, ถุงมือ, ยางรถยนต์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ด้านความงาม ที่ทุกอย่างล้วนเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในสหรัฐ

กฎคือกฎ ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด!

  กฎหมายถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของทุกประเทศที่มีรูปแบบการปกครองในระบบประชาธิปไตย มีการกำหนดขึ้นจากความเห็นของบุคคลหลาย ๆ ฝ่าย ผ่านขั้นตอนกระบวนการมากมายกว่าจะกลายมาเป็นข้อปฏิบัติ และข้อบังคับได้นั้น เรียกว่าเหนื่อย และลำบากลำบนมากทีเดียว ลักษณะของกฎหมาย คือ ต้องปฏิบัติตามที่ให้ปฏิบัติ และไม่ปฏิบัติตามข้อที่ห้าม หากใครฝ่าฝืนก็จะมีบทลงโทษตามกฎหมายที่ได้ระบุโทษความผิดที่ได้กระทำไป หลายประเทศถือกฎหมายเป็นใหญ่ที่สุด ซึ่งจริง ๆ ก็ควรต้องเป็นอย่างนั้น เพราะการฝ่าฝืนถือเป็นความไร้ระเบียบ ไม่อยู่ในกรอบที่วางไว้ คนอื่น ๆ จะมองเป็นคนนอกคอก ท้ายที่สุดก็จะลงโทษตามความผิดนั้น ดูแล้วทุกอย่างก็สมเหตุสมผลดี มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่ประเทศอิหร่านนครดูไบ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา มีนักโทษถูกตัดสินโทษด้วยการถูกตัดมือ ความผิดฐานลักขโมย ติดคุกหลายปี และเมื่อตัดสินโทษ จึงถูกตัดสินให้ถูกตัดมืออย่างที่เป็นข่าวแพร่กระจายไปทั่ว หลายคนต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทลงโทษอันโหดเหี้ยมนี้ กลายเป็นประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันหลายวัน เกี่ยวกับกฎหมายของประเทศอิหร่าน ซึ่งอิหร่านเองก็เป็นประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ เลย แต่ทำไมกฎหมายถึงเด็ดขาดและรุนแรงเช่นนี้ ขณะที่เกาหลีเหนือก็มีกฎหมายที่เด็ดขาดเช่นกัน ผู้นำสูงสุดคือผู้ปกครอง ทุกคนต้องปฏิบัติกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่เกาหลีเหนือนั้นเรียกว่าเป็นประเทศที่ไม่ใช้ระบบประชาธิปไตยอย่างหลาย ๆ

“Korean Air” ความรุนแรงที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น

เรียกได้ว่าปล่อยความอื้อฉาวออกมาให้เห็นเป็นระลอก กับความเจ้าอารมณ์ของเหล่านายหญิงแห่ง Korean Air ย้อนไปเมื่อปลายปี 2557 นางสาวโช ฮยุน อาห์ บุตรสาวของนายโช ยัง โฮ ประธานบริษัท Korean Air ได้ขับไล่พนักงานต้อนรับลงจากเครื่องบินเที่ยวบินนิวยอร์ค-กรุงโซล เพราะไม่พอใจที่พนักงานนำถั่วมาเสิร์ฟให้เธอทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สั่ง และยังเสิร์ฟเป็นห่อโดยไม่ได้เทใส่ถ้วยตามระเบียบของสายการบิน นางสาวโช ฮยุน อาห์ ได้สั่งการให้หัวหน้าพนักงานลงจากเครื่องบิน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมให้ลูกเรือปฏิบัติตามได้ ทำให้เที่ยวบินนั้นต้องล่าช้ากว่ากำหนดถึง 20 นาที เมื่อเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป เป็นผลให้เธอถูกวิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนเกาหลีใต้และชาวโซเชียลทั่วโลก ต่อมาในเดือนเมษายนปี 2561 นางสาวโช ฮยุน มิน ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสของ Korean Air ซึ่งเป็นน้องสาวของโช ฮยุน อาห์ ได้ถูกสั่งพักงานเนื่องจากเธอได้ขว้างแก้วน้ำใส่เข้าที่ใบหน้าของผู้จัดการฝ่ายโฆษณาในระหว่างการประชุม ส่งผลให้สหภาพแรงงานของสายการบินเรียกร้องให้เธอลาออก และยิ่งไปกว่านั้นกระแสสังคมพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงพฤติกรรมก้าวร้าวและไม่เหมาะสมของเธอ ล่าสุดนางมยอง ฮี ภรรยาของนายโช ยัง โฮ ได้ถูกตำรวจเกาหลีใต้เชิญตัวไปสอบปากคำหลังจากมีคลิปวีดีโอถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ของเกาหลีใต้ซึ่งถูกแอบถ่ายไว้ตั้งแต่ปี

พฤษภา – มิถุนา เวลาทองของ “สับปะรดศรีราชา”

สับปะรดศรีราชาขึ้นชื่อในเรื่องของความความอร่อย หวาน เหมือนอาบน้ำผึ้ง ลักษณะพิเศษคือทานได้ในขณะที่เปลือกยังมีสีเขียว เพราะข้างในสุกและฉ่ำ เรียกว่าเป็นสับปะรดที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ สับปะรดศรีราชานั้นไม่ได้ปลูกแค่ในอำเภอศรีราชา แต่ปลูกกันมากในหลาย ๆ อำเภอของจังหวัดชลบุรี ถ้ามีโอกาสใช้ถนนเส้นชลบุรี-ระยองในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หรือในช่วงฤดูฝน ก็จะได้พบกับไร่สับปะรดที่กำลังถูกเก็บเกี่ยวผลผลิตจากเกษตรกร ประกอบกับเส้นทางที่มีความสวยงามของธรรมชาติในหน้าฝน ทิวทัศน์ธรรมชาติมีทั้งภูเขา ต้นไม้ และเรือกสวนไร่นาทางการเกษตรนั้น สามารถสร้างบรรยากาศการเดินทางให้รู้สึกปลอดโปร่ง สดชื่น ผลิตผลทางการเกษตรที่จะพบเห็นทั้งสองข้างทาง ได้แก่ มันสำปะหลัง และสับปะรดศรีราชา ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าเอาสับปะรดจากสวนของตัวเองมาขายริมถนน ทั้งขาเข้าและขาออกกรุงเทพฯ ราคาจะอยู่ที่ 10 กิโลกรัม 100 บาท (ราว ๆ 3-4 หัว) สามารถซื้อเป็นของฝากหรือเอากลับไปทานที่บ้านได้ สำหรับใครที่อยากจะทานสด ๆ ทางร้านก็จะมีสับปะรดปอกแช่เย็นหวานฉ่ำไว้คอยบริการราคาถุงละ 20 บาท ซึ่งถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับรสชาติและความประทับใจ นอกจากนี้ยังมีสินค้าแปรรูปจากสับปะรดเช่น สับปะรดกวน สับปะรดกระป๋อง ลูกอมสับปะรด ฯลฯ

“วงการโทรทัศน์” ความนิยมลดลงเพราะ YouTube

                เมื่ออินเทอร์เน็ตสามารถใช้งานได้ทั่วโลก ความนิยมของ YouTube จึงเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ผู้คนทั่วโลกใช้ YouTube เป็นช่องทางแสดงความสามารถ เพื่อความบันเทิง รวมไปถึงการศึกษาหาความรู้ ซึ่งก่อนหน้านั้นหลายสิบปีเรามีโทรทัศน์เป็นเหมือนศูนย์รวมความบันเทิง ข่าวสาร และความรู้ ดูเหมือนว่าโทรทัศน์เป็นสิ่งที่ทันสมัยที่สุด แต่ก็มีข้อเสียสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ชมได้อย่างทั่วถึง ผู้ชมไม่มีสิทธิ์เลือกดูรายการที่ตนสนใจในเวลาสะดวก แต่ YouTube ทำได้โดยผู้ชมมีสิทธิ์เลือกดูรายการอะไรและเวลาใดก็ได้ โทรทัศน์จึงเสียเปรียบในข้อนี้ สำหรับวงการโทรทัศน์ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะได้เป็นผู้ดำเนินรายการ เพราะต้องผ่านขั้นตอนมากมายเริ่มตั้งแต่การสมัคร ฝึกฝน เพื่อพร้อมเข้าสู่การเป็นมืออาชีพหน้ากล้อง แต่สำหรับ YouTube ทุกคนสามารถเป็นผู้ดำเนินรายการของช่องตัวเองได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองใดๆให้เสียเวลา มีอิสระในการนำเสนอเรื่องราวที่ตนมีความถนัดและสนใจ ซึ่งต่างจากช่องรายการโทรทัศน์ ก่อนนำเสนอเรื่องราวใด ๆ นั้นจะต้องผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย และผู้ดำเนินรายการมีหน้าที่รายงานผ่านหน้ากล้องเท่านั้น ส่วนรายได้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของช่อง โดยไม่เกี่ยวกับจำนวนคนดู ไม่ว่าจะมีจำนวนผู้ชมมากหรือน้อย ผู้ดำเนินรายการก็ได้รายได้เท่าเดิม ผู้ชมมาก ยิ่งรวยมาก จำนวนผู้ติดตามและจำนวนผู้ชมใน YouTube มีผลต่อรายได้ของผู้ดำเนินรายการ ซึ่งขึ้นอยู่กับความน่าสนใจของเนื้อหา ถ้าได้รับความสนใจมากและมีผู้ชม ผู้ติดตามจำนวนมาก ก็จะมีโฆษณาเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นที่มาของรายได้ ผู้ดำเนินรายการจะได้รับส่วนแบ่งจากจำนวนผู้ชมโฆษณา นี่คือความแตกต่างของโทรทัศน์เพราะไม่สามารถทำเงินได้มากกว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างของตน จำนวนผู้ชมและจำนวนโฆษณาก็ไม่มีผลต่อรายได้ของผู้ดำเนินรายการ

ธุรกิจ “บุฟเฟต์” ไปได้ดีเพราะมีสิทธิ์เลือก

เรารู้จักอาหารบุฟเฟต์กันมาสักพักใหญ่ ซึ่งแพร่หลายไทยมาแล้วราว ๆ สิบกว่าปี หมูกระทะหัวละ 69 บาทเป็นจุดเริ่มต้นการทำความรู้จักอาหารบุฟเฟต์ของคนไทย ร้านหมูกระทะบุฟเฟต์ที่เริ่มแพร่หลายไปทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทำให้คนไทยเริ่มคุ้นเคยกับการกินอาหารบุฟเฟต์ คนไทยชอบกินอาหารบุฟเฟต์จากความรู้สึกว่า ทุกคนไม่ว่าจะมีรายได้ระดับไหน เมื่ออยู่ในร้านบุฟเฟต์ก็จะมีสิทธิ์ในการเลือกเท่า ๆ กัน ความเหลื่อมล้ำในความรวยและจนเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่งของของคนไทย การเข้าไปใช้บริการร้านอาหารที่ไม่รู้งบประมาณที่แน่นอน ทำให้คนไทยหลายคนรู้สึกกลัวการทานอาหารนอกบ้าน แต่บุฟเฟต์มีข้อกำหนดราคาที่ตายตัว ทำให้ผู้เข้าไปใช้บริการไม่ว่าจะมาจากที่ใด ไม่รู้สึกเขินอายเมื่อถึงเวลาชำระค่าอาหาร เพราะรู้ราคาล่วงหน้าและมีการวางแผนมาแล้ว ทานเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม การมีสิทธิ์ตัดสินใจในรายการอาหารของตน ก็เป็นเหตุผลหลัก ๆ ให้คนเลือกทานอาหารบุฟเฟต์มากกว่าอาหารที่เสิร์ฟในจานธรรมดา ถึงแม้ว่าอาหารบางอย่างมีราคาเท่ากัน แต่คนก็มักจะเลือกทานบุฟเฟต์มากกว่า หรืออาหารที่เหมือนกันแต่แบบธรรมดาราคาถูกกว่าบุฟเฟต์ หลายคนก็ยังเลือกทานบุฟเฟต์ การเข้าใจว่าตนเองมีอิสระในการเลือกทานอาหารอะไรก็ได้ในปริมาณเท่าไหร่ก็ได้นั้น เป็นสิ่งที่สนับสนุนในการตัดสินใจเลือกทานอาหารประเภทนี้ เมื่อตระหนักว่าการจ่ายเงินหนึ่งครั้งต่อทางเลือกอาหารหลาย ๆ อย่างนั้น คุ้มค่ากว่าจ่ายเงินหนึ่งครั้งต่ออาหารอย่างเดียว ผู้บริโภคจึงรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์เลือกและไม่ถูกควบคุม จึงทำให้ทัศนคติต่ออาหารบุฟเฟต์มักอยู่ในทางบวกมาเสมอ ความจริงแล้วไม่ใช่ผู้บริโภคเป็นฝ่ายควบคุม แต่กลับกันเจ้าของกิจการบุฟเฟต์ต่างหากที่เป็นผู้ควบคุม โดยราคาต่อหัวสำหรับการทานบุฟเฟต์นั้นถูกกำหนดโดยเจ้าของร้าน ธุรกิจอยู่ได้ด้วยกำไรจากผลผลิต ดังนั้นกิจการร้านอาหารบุฟเฟต์ก็ไม่ได้ทำเพื่อการกุศล การคำนวณราคาวัตถุดิบและค่าอาหารต่อลูกค้าหนึ่งคน ถูกคำนวณมาอย่างรอบคอบว่าเท่าไหร่จึงจะไม่ขาดทุน ทั้งหมดจึงไม่ใช่ความใจดีของเจ้าของกิจการที่ให้ลูกค้าทานในปริมาณไม่จำกัด แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจบุฟเฟต์อยู่ได้ก็คือ ความรู้สึกของลูกค้าที่ว่าตนมีสิทธิ์เลือกแน่ๆเมื่อตัดสินใจทานอาหารบุฟเฟต์

“โลกร้อน” เป็นปัญหาของมวลมนุษยชาติ ชิคาโก ร้อนแท้ ไม่แพ้ไทย

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่อากาศร้อนมากที่สุดในฤดูร้อน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ที่มีค่าความร้อนและอัตราการปล่อยสารพิษสู่ชั้นบรรยากาศเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก สาเหตุหลักที่กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองมลพิษก็มาจากความร้อนที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ยิ่งร้อนมากผู้คนก็ยิ่งใช้เครื่องปรับอากาศมาก รวมไปถึงความหนาแน่นของการจราจรและผู้ใช้รถใช้ถนน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์สู่ชั้นบรรยากาศ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อากาศร้อนขึ้น ไม่ใช่กรุงเทพฯ เท่านั้นที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อนขึ้นทุกปี แต่หลาย ๆ ประเทศก็ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเช่นกัน รายงานล่าสุดจากเว็บไซต์ชิคาโก ซัน ไทมส์ ระบุว่าฤดูร้อนปีนี้เป็นปีที่อุณหภูมิสูงที่สุดในรอบ 5 ปีของเมืองชิคาโก โดยอุณหภูมิในบ่ายวันเสาร์ช่วยปลายเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมาได้พุ่งสูงถึง 32 องศาเซลเซียส ทำให้ชาวเมืองชิคาโกนั้นหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยาของเมืองชิคาโกยังระบุอีกว่า อุณหภูมิมีโอกาสสูงขึ้นถึง 34 องศาเซลเซียสในอีก 2 วันข้างหน้า “ร้อนจนคนต้องตาย” อากาศร้อนสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายหลายอย่าง โดยเฉพาะอาการเจ็บป่วยอย่างเฉียบพลัน มีสาเหตุมาจากอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น นั่นคือโรคลมแดด (Heat Stroke) มีอันตรายอย่างมาก อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการทำงานผิดปกติของสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ

เราเรียนรู้อะไรจากปรากฏการณ์สุดทราม นักเรียน ป.3 “ข่มขืน” ป.1

                “สุดสะเทือนใจเมื่อเด็กหญิงชั้นป.1 ถูกเด็กชายชั้นป.3 ว่าจ้างเด็กป.5 ให้ฉุดมาข่มขืนริมสระน้ำ ซ้ำร้ายเมื่อก่อเหตุพยายามจะจับเด็กหญิงป.1 กดน้ำ เพื่อฆ่าปิดปาก แต่เหยื่อสาวน้อยคนนี้รอดมาได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์” เมื่อเราลองมองไปที่ตัวเด็ก ส่วนใหญ่ในเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้กว่า 80% ไม่มีพ่อแม่คอยดูแลใกล้ชิด เนื่องจากความจนเป็นสาเหตุให้พ่อแม่จำใจทิ้งลูกไว้กับญาติผู้ใหญ่ในต่างจังหวัด เพื่อให้ตนได้ทำงานหาเงินได้สะดวก แม่บางคนก็ส่งลูกให้กับปู่ย่าตายายเลี้ยงทันทีที่ตัวเองคลอด เด็กจึงต้องอยู่กับผู้ปกครองที่ไม่ใช่พ่อแม่แท้ ๆ ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ข้อดีของการส่งลูกให้ญาติผู้ใหญ่เลี้ยงดูก็มีหลายอย่าง เช่น เด็กจะผูกพันกับปู่ย่าตายายมาก และยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมและรากเหง้าของตน แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน เด็กในวัย 0-3 ขวบเป็นช่วงวัยที่เขาจะเจริญเติบโตได้มากที่สุด และเป็นวัยแห่งการปูพื้นฐานของเด็กเมื่อเติบโตขึ้น ซึ่งหมายความว่าเขาจะซึมซับความทรงจำที่บ่งบอกความเป็นตัวตนตั้งแต่ช่วงวัยนี้ ถ้าเด็กได้คนเลี้ยงดูที่ดี เขาก็จะมีทัศนคติที่ดีและติดตัวไปจนโต กลับกันถ้าเด็กถูกปล่อยปละะละเลย ไม่ใส่ใจ หรือถูกกระทำทารุณ เหล่านี้จะกลายเป็นปมด้อยในใจของเขา ปมด้อยในใจใหญ่ขึ้นเพราะ “ถูกทิ้ง” นอกจากนี้สิ่งที่มักเป็นปมอยู่ในใจเสมอของเด็ก ๆ ที่ถูกส่งไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ในต่างจังหวัด คือการตระหนักว่าตนเองถูกทอดทิ้ง ดังนั้นในใจลึก ๆ จึงเกิดความรู้สึกเรียกร้องและโหยหาความรักอยู่เสมอ การเติมเต็มความรู้สึกถูกทิ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านั้น ความคิดที่ว่าตนกำลังเป็นที่สนใจ ทำให้เด็กไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ แต่น่าเศร้าเด็กบางคนกลับหลงเชื่อและยอมแลกบางอย่างเพื่อได้รับการใส่ใจ จนทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นดังที่ได้ปรากฎอยู่ในหลาย

กลั่นแกล้ง เก็บกด จนกราดยิง

เมื่อกล่าวถึงสังคมโรงเรียนมัธยมปลายในต่างประเทศ หลายคนมักจะคิดถึงความรุนแรงของเด็กวัยรุ่น โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมปลายในประเทศสหรัฐอเมริกา หลายครั้งที่เราเห็นภาพสะท้อนผ่านภาพยนตร์ เพื่อแสดงให้เห็นความรุนแรงในโรงเรียนมัธยมของอเมริกา ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์เท่านั้น แต่ในชีวิตจริงก็มักจะเห็นข่าวการใช้ความรุนแรงของนักเรียน หรือการฆ่าตัวตายของนักเรียน หรือแม้กระทั่งข่าวการพกอาวุธปืนเข้าไปในโรงเรียน เพื่อสังหารครูและเพื่อนร่วมโรงเรียน ประเด็นหลัก ๆ ที่สร้างความแตกแยกของนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน คือความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติและศาสนา เป็นที่รู้กันดีว่าอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ มาอาศัยอยู่รวมกัน ดังนั้นจึงมีการแบ่งแยกพรรคพวก ทำให้เกิดการเหยียดหยามกันระหว่างเชื้อชาติ เมื่อความเชื่อและความศรัทธาต่างกัน ประเด็นต่อมาคือศาสนา ซึ่งเป็นความศรัทธาส่วนบุคคล และทุกคนก็มักจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงศาสนา พราะเป็นเรื่องเปราะบาง แต่ผู้ใหญ่บางคนมีความคิดเถรตรงและรุนแรง ทำให้ความรุนแรงทางศาสนาในระดับภูมิภาคเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง นับประสาอะไรกับวัยรุ่น ผู้มีระดับฮอร์โมนกำลังเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่คงที่ ทำให้การพูดและการกระทำที่ไม่ยั้งคิดส่งผลให้เกิดความรุนแรง “แก้แค้น เอาคืน” คือเหตุจูงใจ นอกจากนี้ความต้องการเป็นผู้มีชื่อเสียงในโรงเรียน ก็เป็นประเด็นหลัก ๆ อีกหนึ่งประเด็นที่ควรจะพูดถึง ข้อดีของการเป็นนักเรียนที่โดดเด่น คือการเป็นตำนานในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ด้านกิจกรรม ด้านวิชาการ แม้กระทั่งด้านไม่ดี เมื่อการเป็นตำนานที่มีชื่อเสียง คือสิ่งล่อใจให้หลายคนแก่งแย่งที่จะเป็นที่หนึ่ง และแน่นอนว่าเมื่อมีผู้เป็นที่หนึ่งก็จะมีผู้เป็นที่สอง และที่สุดท้ายตามลำดับ สิ่งที่น่าเศร้าคือ ในสังคมของโรงเรียนที่มีการแสดงออกรุนแรงต่อความเชื่อ มักไม่มีที่ยืนให้ผู้เป็นที่สองหรือผู้แพ้ ฉะนั้นการถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมจากเพื่อนนักเรียนด้วยกัน

เมื่อ“เด็กจบใหม่” กลายเป็นเหยื่อของการคอร์รัปชั่น

ในเศรษฐกิจที่งานประจำหายาก ทำให้การว่างงานเป็นเรื่องน่ากลัว โดยเฉพาะนักศึกษาที่เพิ่งพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัย จากการสำรวจล่าสุดของปี 2560 มีนักศึกษาตกงานถึง 2 แสนคน ด้วยเหตุผลมากมาย เช่น ไม่มีทักษะที่ตลาดต้องการ สายงานไม่ตรงตามวุฒิ หรือแม้กระทั่งเหตุผลภายในอย่างกลัวการเข้าสังคม ไปจนถึงกลัวการเข้าสู่โลกของการทำงาน ไม่ใช่เด็กจบใหม่เท่านั้นที่กลัว ผู้ปกครองก็กลัวเช่นกัน หลายคนต้องใช้ตำแหน่ง เส้นสาย รวมทั้งเงินเป็นเดิมพันเพื่อให้ลูกหลานของท่านได้เข้าทำงานในหน่วยงาน การกลัวความไม่มั่นคงเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุหลัก ๆ ของการคอร์รัปชั่น เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศของเราใช้ระบบอุปถัมภ์ สิ่งที่ทำกันมานานเราเรียกว่า ธรรมเนียม/ประเพณี และเมื่อกลายเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำ เราจึงมองว่าเป็นเรื่องไม่ผิด ในประเทศของเราผู้ปกครองส่วนใหญ่ในชนบทมีอาชีพเกษตรกร การสร้างรายได้เพื่อส่งให้บุตรหลานเล่าเรียนเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการ และหลายคนไม่ต้องการให้บุตรหลานอยู่ไกลบ้านเมื่อสำเร็จการศึกษา ประกอบกับความเชื่อเก่า ๆ ที่ว่าเราสามารถสร้างความมั่นคงด้วยการเป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสพวกเขาก็จะไม่ปฏิเสธ ทำให้เกิดวังวนของการคอร์รัปชั่น “เด็กจบใหม่ ไร้ทางเลือก” เมื่อ“เด็กจบใหม่” ตระหนักว่าตนเป็นผู้น้อย ซึ่งประสบการณ์และมีทางเลือกไม่มากนัก ก็ต้องยอมเข้าสู่กระบวนการคอร์รัปชั่นแต่โดยดี ตำแหน่งที่ได้รับส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระดับลูกจ้าง โดยหวังว่าสักวันจะมีโอกาสได้เป็นพนักงานตัวจริง หลายคนยอมกินเงินเดือนที่น้อยกว่าระดับเงินเดือนที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งถือว่า “เด็กจบใหม่” นั้นกลายเป็นเหยื่ออย่างแท้จริง ในส่วนของผู้ปกครองสำนวนไทยที่ว่า