กระทรวงสาธารณสุขเปิดทาง 16 ตำรับยาสกัดจากกัญชาเริ่มใช้ได้อย่างถูกต้อง

ประเด็นเรื่องการใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมายในบ้านเรา ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหว และเป็นเรื่องที่ยังใหม่ต่อคนไทยทำให้การพิจารณาเรื่องนี้ดูจะต้องใช้ความรอบคอบและใช้เวลาพิจารณากันในหลาย ๆ ด้าน แต่อย่างไรก็ดีล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาแล้วว่า ให้ตำรับยาไทย 16 ตำรับสามารถที่จะใช้กัญชาเป็นส่วนผสมได้อย่างถูกต้อง เปิดทางยาไทยมีส่วนผสมกัญชาได้ กระทรวงสาธารณสุขมองเห็นว่า กัญชานั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ ซึ่งตามกฎหมายในบ้านเรานั้น กัญชาเคยจัดให้เป็นสิ่งเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 แต่ด้วยการศึกษาวิจัยมาต่อเนื่อง รวมถึงการยืนยันจากต่างประเทศว่า กัญชานั้นมีคุณประโยชน์ในทางการแพทย์สำหรับการรักษาโรคได้ หากนำมาใช้อย่างถูกต้องและถูกสัดส่วนในปริมาณที่แพทย์สั่ง หรือมีการควบคุมโดยแพทย์ กรณีเช่นนี้กัญชาจะส่งผลดีต่อผู้คนมากกว่า นั่นจึงทำให้ไทยเราเองก็ต้องรีบนำเรื่องนี้มาพิจารณา ซึ่งจากการศึกษาของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกรวมกับสภาการแพทย์แผนไทยก็พบว่า ตำรับยาไทยแต่ดั้งเดิมนั้น มีบางตำรับที่จำเป็นต้องใช้กัญชาเป็นส่วนผสม ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้เป็นองค์ความรู้พื้นบ้านที่มีมานาน เป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่มีมาแต่ครั้งโบราณ ซึ่งบางตำรับยาสามารถที่จะนำมาใช้รักษาโรคบางโรคอย่างได้ผล เพราะทางกรมการแพทย์แผนไทยได้มีการศึกษาวิจัยมาจนแน่ชัดแล้ว นั่นจึงทำให้ทางกระทรวงสาธารณสุขมองเห็นว่าควรจะต้องเปิดทางให้ตำรับยาไทยพื้นบ้าน 16 ตำรับที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมในการปรุงยา เช่น ยาไฟอาวุธ ยาอัมฤตย์โอสถ ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ ยาอภัยสาลี เป็นต้น สามารถนำมาใช้รักษาโรคบางกรณีได้อย่างถูกกฎหมาย จึงได้มีการเสนอให้มีการแก้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษในส่วนของกัญชาเพื่อให้กัญชาสามารถที่จะนำมาใช้ปรุงยาได้ กัญชาที่ด้านมืดและด้านสว่าง แม้ว่าทั่วโลกจะทราบดีว่ากัญชาสามารถนำมาสกัดยารักษาโรคได้หลายชนิด แต่ในขณะเดียวกันทุกคนก็รู้ด้วยว่ากัญชามีฤทธิ์ต่อจิตประสาท หากได้รับเข้าไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานและไม่มีการควบคุมก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย และหากจะว่าไปแล้วเรื่องของกัญชาก็เหมือนประเด็นเรื่องของการพนันออนไลน์ในปัจจุบัน เพราะจะมองเป็นด้านมืดก็ได้ เป็นด้านสว่างก็ได้ ในต่างประเทศมองว่าถ้าหยิบจับทั้งสองสิ่งนี้มาใช้ประโยชน์ให้ถูกด้านก็จะส่งผลดีในด้านเศรษฐกิจและสังคมแทนที่จะเป็นผลลบ อย่างเว็บไซต์รับพนัน

คุณแม่ทิ้งลูกน้อยทั้ง 5 คนไปเที่ยวกับแฟนหนุ่ม

การเป็นแม่ไม่ใช่งานที่ใครจะทำก็ได้ เพราะเป็นงานที่ใช้ความเข้าใจ การควบคุมอารมณ์ ความอดทน ความรับผิดชอบและความเข้มแข็งสูงมาก จะเห็นได้ว่ามีข่าวเกี่ยวกับแม่ที่ทอดทิ้งลูก หรือแม้กระทั่งแม่ที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจของลูกตัวเองอยู่เป็นประจำ หลายคนไม่ได้ตรวจสอบตัวเองด้วยซ้ำว่าตัวเองมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะให้กำเนิดชีวิตหนึ่งขึ้นมา เพราะไม่ได้ประเมินความต้องการและความพร้อมของตัวเองอย่างรอบคอบ ตรงไปตรงมา ปัญหาจึงเกิดขึ้นเหมือนอย่างกรณีนี้ คุณแม่วัย 28 ปี ได้รับตัดสินให้จำคุก 20 ปี เนื่องจากทิ้งลูกไปเที่ยวที่ชายหาดเพราะต้องการปลีกตัวออกมาพักผ่อน เมื่อตำรวจเข้าไปตรวจค้นในบ้านของ Chrystal Walraven ได้พบเจอกับข้าวของกระจัดกระจาย ขยะเต็มไปหมด มีมีดวางอยู่เกลื่อนและเด็กน้อยวัย 15 เดือนนอนเสียชีวิตอยู่ในเตียงเด็กเล็กและมีผ้าห่มปิดปากอยู่ ตำรวจเองได้เอาผ้าออกแล้วพยายามขยับเพื่อให้เด็กตื่นและหายใจอีกครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล ในขณะที่อีก 4 คนที่เหลืออยู่อีกด้านหนึ่งของบ้าน ซึ่งเด็ก ๆ ถูกแม่ทิ้งเพื่อหนีเที่ยวไปยังรัฐเซาท์แคโรไลนากับเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งได้หลายวันแล้ว ตำรวจจึงได้แจ้งไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันที ในเวลาต่อมาคุณแม่คนนี้ได้ถูกจับกุมด้วยข้อหาที่เธอทอดทิ้งลูกของเธอทั้ง 5 คนอายุ โดยเฉลี่ยตั้งแต่ 15 เดือนถึง 12 ปี ซึ่งการทอดทิ้งบุตรหรือการทำร้ายบุตรของผู้ปกครองจะต้องได้รับโทษจำคุก 20 ปี ตำรวจพยายามสืบหาว่าใครเป็นผู้ดูแลเด็กขณะที่เธอไม่อยู่ และได้โทรไปหาพ่อของเด็กเหล่านั้นซึ่งภายหลังเขาบอกว่าให้เพื่อนบ้านดูแลเมื่อตอนที่แม่ของพวกเขาไม่อยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานสอบสวนติดต่อกับเพื่อนบ้านที่อยู่ระแวกนั้น เพื่อนบ้านบอกว่าหนึ่งในพ่อของเด็กเหล่านั้นเป็นคนดูแลและคิดว่าแม่ของเด็กอยู่ที่ทำงาน

คำอวดครวญของชายที่ข่มขืน กระทำชำเลาคนอื่น

ข่าวการข่มขืนซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิสตรี และสิทธิมนุษยชนของคนอื่นอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนเราต้องมาตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมทั่วโลกที่มีคนกลุ่มหนึ่งมองว่าการทำร้ายร่างกายและการพยายามร่วมเพศกับคนอื่นโดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ในมวลเรื่องราวที่ผู้เคราะห์ร้ายประสบทั้งหมด เรื่องนี้คือเรื่องที่เปราะบางมากที่สุดด้วยความที่ว่าในหลาย ๆ สังคม เมื่อมีเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายถูกกระทำทางเพศ จะมีการ Blamming victim หรือการโทษว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเหยื่อ เช่น เมื่อมีคนโดนข่มขืน สังคมจะรุมประนามเหยื่อว่าแต่งตัวไม่มิดชิด หรือเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย และไม่ได้แก้ไขต้นตอสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ผู้กระทำความผิดเลย ทำให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายต้องต่อสู้กับคำครหาเยอะมาก กว่าจะสามารถเอาชนะคำกล่าวหาเหล่านั้นและเข้าแจ้งความ ผู้ต้องการที่ลากวัยรุ่นสาวเข้าพุ่งไม้ไปข่มขืนอย่างทารุณราว 2 ชั่วโมงโอดครวญว่าถ้าเขาโดยจับขังคุก เขาจะไม่สามารถมีครอบครัวได้ สำนักงานข่าวรายงานว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายถูกจับไปราว 2 ชั่วโมงก่อนจะถูกปล่อยออกมาและผู้กระทำผิดยังขูดรีดเงินจากเธออีกด้วย ในภายหลังศาลเองได้รับแจ้งว่าการจู่โจมแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อผู้เคราะห์ร้ายเดินออกมาเพื่อพบเพื่อนของเธอหลังจากที่เลิกงานออกกะที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตผู้ต้องหาเห็นว่าหญิงสาวมีเสน่ห์มากแล้วลอบตามเธอไปที่ลานจอดรถและใช้มือประกบปิดปากเธอ ศาลได้ตัดสินผู้กระทำผิดซึ่งอายุ 25 ปี โดยศาลตัดสินความผิดข้อหาข่มขืนและกระทำชำเลาเหยื่อด้วยความตั้งใจ ตัดสินให้เขาจำคุก 14 ปี และแจ้งต่อว่าเขาจะถูกย้ายกลับไปคุกที่ประเทศบ้านเกิดที่โรมาเนียหลังจากที่วีซ่าของเขาหมดอายุ เขาได้ตัดพ้อว่าเขาจะมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีได้หรือไม่ และโอกาสที่เขาจะสร้างครอบครัวของตัวเองได้จบสิ้นแล้วกับการกระทำผิดครั้งแรกและครั้งเดียว โดยเขาได้รับการอธิบายว่าสิ่งที่เขาทำลงไปเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและเลวทราม เป็นการกระทำของคนที่มีความผิดปกติทางใจในด้านเพศ พนักงานอัยการแจ้งว่าเหยื่อได้รับการกระทบกระเทือนด้านจิตใจมากจนทำให้เธอกินยาเกินขนาดและนำมีดเข้านอนด้วยหลังจากที่เธอโดนกระทำ ผู้ต้องหายืนยันหนักแน่นกับศาลว่ากิจกรรมทางเพศทั้งหมดที่เกิดขึ้น เกิดจากการร่วมมือร่วมใจระหว่างทั้งสองคนหลังจากที่ทั้งสองคนสบตากันที่ลานจอดรถ เขายังกล่าวอีกว่าเธอเต็มใจที่จะไปกับเขาโดยไม่ได้ต่อต้านขัดขืนอะไร ผู้ร่วมกระบวนการตัดสินกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่มีข้อกังขาใด ๆ เลยเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเขาได้รับความทุกข์ทรมานจากที่ได้รับคำตัดสินราวกับว่าเขาคือเหยื่อของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในตอนนี้ความเข้าใจของผู้ต้องหาคือการตัดสินของศาลส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอยู่ต่อของเขา โดยที่เขาไม่ได้คำนึงว่าการกระทำของตัวเองส่งผลต่อเหยื่ออย่างไร

หญิงสาวทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด หลังจากที่อุ้มลูกหมาของเธอขึ้น

นางสาวเจนนี่ ชาร์ป อายุ 28 ปี เหลือเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงก่อนจะเป็นอัมพาตถาวรซึ่งจะเป็นความทุพพลภาพที่จะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล เธอได้กล่าวว่า หลังของเธอเจ็บปวดมากและเธอถูกปล่อยให้เป็นอัมพาตอยู่อย่างนั้นจนอยากจะฆ่าตัวตายหลังจากที่เธออุ้มน้องหมาของเธอขึ้น ไม่กี่อาทิตย์ก่อนเทศกาลคริสต์มาสเมื่อปีที่แล้ว เจนนี่จากนอร์แทมป์ตันเชอร์ สหราชอาณาจักรอยู่ในครัวของเธอและจากนั้นก็ก้มลงเพื่ออุ้มลูกหมาร็อตไวเลอร์สุดน่ารักอายุ 13 อาทิตย์ ชื่อ วินนี่ จากนั้นเธอก็มีความรู้สึกแปลก ๆ ที่ขา แล้วเธอยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในตอนแรกเธอคิดว่ามันคืออาการปวดทั่วไป แต่หลังไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเธอรู้สึกทรมานมากแล้วขาและบริเวณอวัยวะเพศของเธอก็ไม่รู้สึกอะไรเลย  เธอทุกข์ทรมานทั้งอาทิตย์ต่อมาไม่สามารถขับถ่ายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นเธอได้กินยาแก้ปวดเพื่อลดความเจ็บปวด หลังจากนั้น 3 วัน เธอไปพบแพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลังซึ่งแจ้งเธอว่าเธอต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล A&E ในทันที และเมื่อทางโรงพยาบาลได้ตรวจร่างกายเบื้องต้นแล้วเธอก็ถูกส่งต่อเพื่อทำการรักษาต่อไป ซึ่งในภายหลังเธอเข้ารับการผ่าตัดที่ผ่านไปได้ด้วยดี โดยหมอที่รักษาเธอในช่วงเวลานั้นได้อธิบายให้เจนนี่ฟังว่าขณะที่เธอนอนอยู่ที่เตียงแบบนี้การพูดและการเคลื่อนไหวของร่างกายเธออาจจะยังไม่กลับมาเป็นปกติเพราะระบบประสาทได้รับความเสียหาย  เจนนี่ได้เปิดเผยในเวลาต่อมาว่าเธอกลัวมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจะไม่ยอมแพ้ เธอตั้งใจว่าจะฝึกพูดและเคลื่อนไหว จะเดินและขยับร่างกายให้มากขึ้น โดยเธอพูดคุยอย่างร่าเริงกับผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนเธอ แม้ว่ามันจะทำให้เธอเหนื่อยมากแต่เธอก็ให้กำลังใจตัวเองและยังยืนหยัดต่อไป นอกจากนี้เจนนี่ยังเข้ารับการทำกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลเพื่อให้เธอสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างปกติอีกครั้ง หลังจากนั้นไม่นานเจนนี่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย จึงทำให้เธอตัดสินใจย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ หลังจากที่เข้ารับการรักษาเป็นเวลานานและได้รับการตรวจร่างกายหลายครั้งทีมแพทย์ก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าโรคของเจนนี่มีสาเหตุมาจากอะไร หมอที่รักษาเธออยู่ได้แจ้งพ่อกับแม่เธอว่า เธออาจจะไม่สามารถกลับมาเดินได้อีกต่อไปและหมอเองก็ยังไม่แน่ใจกับโรคที่เธอเป็นอยู่มากนัก แต่ก็ยังแจ้งต่ออีกว่าถ้าเธอพยายามในการทำกายภาพบำบัดอย่างเคร่งครัดก็ยังพอมีความหวังอยู่ เจนนี่เปิดเผยว่า รอยแผลเป็นที่หลังของเธอย้ำเตือนเธอว่า เธอเข้มแข็งกว่าสิ่งที่จะมาหยุดยั้งเธอ และเธอไม่ได้มีความคิดว่าจะโทษวินนี่เลย

ผู้หญิงคนหนึ่ง ได้รับความทรมานและพิการจากสิวติดเชื้อ

สิวเป็นปัญหาที่สาว ๆ หลายคนประสบและพยายามหาวิธีเพื่อที่จะมารักษาแตกต่างกัน ทั้งพยายามรักษาด้วยตัวเองโดยการซื้อครีมมารักษาและบำรุงและไปหาหมอเฉพาะทาง การมีสิวและรอยบนใบหน้าทำให้เสียความมั่นใจในตัวเอง ทำให้ไม่อยากพบปะผู้คน หลายคนเมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นกับตัวเองก็สามารถพาตัวเองไปรักษาได้อย่างง่ายดาย ทั้งในแง่ของการง่ายต่อการเข้าถึงการรักษาและสภาวะทางการเงิน ทั้งปัจจุบันมีนวัตกรรมมากมายที่เข้ามารองรับความต้องการและอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนใบหน้า แต่สำหรับบางคนกลับไม่ได้โชคดีอย่างนั้น การเข้าถึงการรักษาเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนักทำให้ปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมา หญิงผู้รับเงินบำนาญรายหนึ่งกล่าวว่าเธอติดเชื้ออย่างหนักจากการกดสิวแค่เม็ดเดียวเมื่อ 6 ปีก่อน ในกรณีนี้เป็นเคสที่เกิดขึ้นได้น้อยมากมีชื่อเรียกว่า neurofibromatosis มีสาเหตุการจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ นาง Librada Patam อายุ 68 ปีถูกพบเจอเมื่อเธอเดินไปตามท้องถนนในจังหวัดคาบีเต ประเทศฟิลิปปินส์อาทิตย์ที่ผ่านมาด้วยใบหน้าที่เสียโฉมและติดเชื้ออย่างรุนแรง เธอบอกอาการของเธอหนักขึ้นเรื่อย ๆ และเธอก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ผู้สัญจรไปมาเกิดคำถามเกี่ยวกับการติดเชื้ออย่างรุนแรงของเธอซึ่งเธอได้ให้เหตุผลว่าเธอเริ่มติดเชื้อหลังจากที่เธอบีบสิวเม็ดหนึ่งในปี 2013 ซึ่งยังไม่แน่นอนเท่าไหร่นักเพราะการติดเชื้อของเธอน่าจะมาจากสาเหตุที่พบเจอได้ยากมากกว่าการติดเชื้อจากสิว ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์คนในพื้นที่ โดยได้ข้อมูลมาดังนี้  “เธอพูดเสมอเลยว่าไม่รู้ว่าต้องมีชีวิตไปอีกนานเท่าไหร่ เธอพูดแบบนี้มานานแล้วด้วย”  “เธอบอกว่าเธอเริ่มประสบปัญหานี้หลังจากที่เธอบีบสิวไป”  “ตอนนี้ผู้คนมักจะพูดไม่ดีใส่เธอ ว่าเธอเป็นซอมบี้บ้าง ว่าเธอถูกสาปบ้าง หรือแม้กระทั้งว่ามีปีศาจร้ายสิงเธออยู่” “ เธอไม่มีคนดูแล เธอดูแลตัวเองทุกอย่าง ทั้งซักเสื้อผ้า ทำอาหาร แถมเธอไม่มีที่นอนต้องนอนบนพื้น ทั้ง ๆ ที่อยู่กับลูก”

หญิงอินเดียแก้แค้น ด้วยการลากเข้ากองไฟ

ซิงเกิ้ลมัม วัย 25 ปี จากอินเดียที่ถูกโจมตี ถูกข่มขืนและถูกเผ่าทั้งเป็นฆ่าผู้โจมตีเธอด้วยการลากเขาเข้ามาในกองไฟแล้วหนีเอาชีวิตรอดออกไปซึ่งตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นยังมีชีวิตอยู่แต่ใบหน้าและมือของเธอถูกไฟไหม้ ขณะที่ผู้ชายที่โจมตีเธอถูกไฟคลอกและเสียชีวิตในโรงพยาบาลในเวลาต่อมา ผู้หญิงคนดังกล่าวได้แจ้งตำรวจว่า ผู้ชายคนนั้นอายุ 42 ปี และทำร้ายร่างกายเธอ ข่มขืนเธอในบ้านของเธอเอง ที่อินเดียในวันจันทร์ที่ผ่านมาขณะที่ลูกสาวของเธอออกไปข้างนอก โฆษกของตำรวจได้เปิดเผยว่า ชายคนดังกล่าวได้สาดน้ำมันก๊าดใส่ผู้เสียหายและจุดไฟเพื่อเผาเธอ โดยที่ในอินเดียเองมีการรายงานถึงความรุนแรงทางเพศบ่อยครั้ง การรายงานการข่มขืนมีมากถึงวันละ 100 เคสในแต่ละวัน ทั้งนี้ยังมีรายงานว่าผู้เสียหายหลายรายหวาดกลัวและโดยผู้กระทำผิดข่มขู่ไม่ให้ไปแจ้งตำรวจ ซึ่งในขณะนี้ ปัญหาไม่ได้ถูกนำมาแจ้งทั้งหมดและรุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก ผู้เชี่ยวชาญยังเปิดเผยอีกว่า ศาลและตำรวจยังพิจารณาคดีว่าผู้เสียหายเป็นฝ่ายผิดอีกด้วย ในปีที่ผ่านมานี้เคสต่าง ๆ ที่ได้รับแจ้งเข้ามาถูกพิจารณาอย่างรวดเร็วโดยผิวเผินเท่านั้น เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผู้หญิงอายุ 47 ปี ตัดอวัยวะเพศชายของผู้ที่เดินสะกดรอยตามและจะบังคับให้มีกิจกรรมทางเพศลูกสาวอายุ 27 ปีของเธอ ผู้หญิงอินเดียรวมตัวกันประท้วงต่อต้านการข่มขืนและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในนิวเดลีวันนี้ ด้วยการถือป้ายที่มีข้อความว่า “break the silence on rape” หรือที่แปลเป็นไทยว่า หยุดความเงียบที่มีต่อการข่มขืน สำนักงานข่าว Sun Online รายงานว่าวิธีที่ผู้นำแคมเปญสิทธิสตรีเชื่อว่าการแพร่กระจายของการข่มขืนในอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะอิทธิพลของแอลกอฮอล์และหนังโป๊   ด็อกเตอร์Rukmini

เด็กทารกเสียชีวิต เหตุเพราะตุ๊กตาหมี

ท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคนในครอบครัวเพราะการจากไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับโคนี่ โรส ครอบครัวของเธอได้ส่งคำร้องขอหลังจากที่ลูกสาวของพวกเขาเสียชีวิตเพราะตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ในการรำลึกหนึ่งปีหลังจากที่เด็กน้อยเสียชีวิต เสียชีวิตเมื่ออายุ 18 เดือนหลังจากที่หายใจไม่ออกเพราะถูกตุ๊กตาทับในที่นอนของเธอเอง แม่ของหนูน้อยโคนี่ โรส อายุ 24 ปี นำตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ใส่เข้าไปในเตียงนอนของเธอโดยยัดไว้ข้าง ๆ เตียงในบ้านของเธอที่ ดันดี สหราชอาณาจักรเพื่อป้องกันให้เด็กน้อยตกลงมาจากเตียง ซึ่งค้นพบว่าลูกสาวของตัวเองได้เสียชีวิตลงในเช้าวันต่อมา ในช่วงเวลานั้นแม่ของโคนี่ ได้เขียนข้อความเตือนพ่อแม่คนอื่น ๆ ในโซเชียลมีเดียว่า โปรดนำทุกอย่างออกจากเตียงนอนของลูกคุณ และเอาออกจากข้าง ๆ เตียงด้วย ฉันเองก็ได้แต่โทษตัวเองเรื่องการจากไปของเธอเพราะชั้นเองคือคนที่เอาตุ๊กตาไปยัดไว้ข้าง ๆ เตียงของลูกเพื่อป้องกันไม่ให้เธอตกลงมาและป้องกันไม่ให้เธอตกลงไปอีกด้านของเตียง ปรากฏว่าในภายหลังลูกของฉันดิ้นไปอยู่ได้ตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ หลับไปในท่านั้นแล้วทำให้ขาดอากาศหายใจตาย พอมองย้อนกลับไป ถ้าฉันไม่ได้เอาตุ๊กตาไปยัดไว้รอบเตียงของลูกขนาดนั้น อย่างมากที่สุดลูกก็ตกลงมาแล้วมีรอยซกช้ำนิดหน่อย และตอนนี้เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นแค่ความคิดที่ฉันอยากย้อนกลับไปแก้ไขอดีต ซึ่งตอนนี้คนในครอบครัวได้ออกมาเน้นย้ำเรื่องนี้อีกครั้งในการรำลึก 1 ปีหลังจากที่โคนี่ เสียชีวิต พวกเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้พ่อแม่คนอื่นตระหนักถึงความอันตรายของการนำเอาตุ๊กตาหรือของเล่นมาไว้ข้าง ๆ เตียงนอนลูกเพื่อให้ลูก ๆ นอนหลับได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยคนในครอบครัวเปิดเผยว่า วันนี้คนในครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงโคนี่ โรส และอยากใช้โอกาสนี้ในการเน้นย้ำถึงแคมเปญที่เราได้ทำอย่างตอนนี้ เพราะถ้านี่ได้ช่วยชีวิตของเด็กคนอื่น การตายขอโคนี่ โรสจะไม่ถือว่าเสียเปล่า

เจ้าตูบถูกพบว่าเฝ้ารอเจ้าของ 1 เดือนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่แคลิฟอร์เนีย

น้องหมามีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกับคนมาอย่างยาวนานตั้งแต่ประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว ในหลาย ๆ หน่วยงานเลี้ยงสุนัขไว้เพื่อใช้ทำงาน เช่น สุนัขที่ใช้ในการนำทาง สุนัขที่ใช้บำบัดคนไข้ สุนัขตรวจระเบิดและสิ่งแปลกปลอมในสนามบิน เราเลี้ยงหมาด้วยหลายเหตุผล บางคนเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน บางคนเลี้ยงให้เป็นสมาชิกในครอบครัว ในหลายประเทศเมื่อมีลูกก็ให้สุนัขเป็นของขวัญแก่ลูก เพื่อขัดเกลาให้ลูกมีจิตใจที่อ่อนโยน เมตตาและฝึกความรับผิดชอบในเด็ก โดยน้องหมาเองก็มีลักษณะนิสัยที่เป็นที่ถูกอกถูกใจใครหลาย ๆ คน ทั้งประจบ จริงใจ รักเจ้าของ กล้าหาญและซื่อสัตย์ ซึ่งสามารถเติมเต็มความสุขในบ้านได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ของน้องหมาซึ่งมีหลายตัวที่โด่งดังในเรื่องนี้ไปทั่วโลก เช่น เจ้าฮาจิโกะที่ไปรอเจ้านายที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันที่สถานีรถไฟเป็นเวลาถึง 10 ปี จนชาวญี่ปุ่นได้สร้างลานรูปปั้นให้ ทั้งเรื่องราวนี้ยังถูกนำไปทำเป็นภาพยนต์หลายต่อหลายครั้ง เรื่องราวน่าประทับใจ เรื่องราวของเจ้าตูบเมดิสันถูกเผยแพร่ในสังคมโซเชียลมีเดีย โดยมีใจความว่าเจ้านายของเมดิสันไม่สามารถกลับไปที่บ้านได้เมื่อตอนที่ไฟป่ายังลุกลามอยู่ และได้แต่หวังว่าเจ้าเมดิสันจะยังอยู่สบายดี ซึ่งเมื่อไฟป่ามอดดับหมดแล้ว ครอบครัวที่เป็นเจ้าของหมาตัวนี้ได้กลับไปที่ที่เคยเป็นบ้านอีกครั้ง และพวกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้พบกับหมาที่พวกเขาเลี้ยงไว้นอนรออยู่ที่นั่น เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตที่ช่วยในส่วนของการดูแลสัตว์พลัดหลงจากเหตุการณ์ไฟไหม้เปิดเผยว่า เธอเห็นหมาตัวนี้สองสามครั้งขณะที่ทำงานอยู่พร้อมเปิดเผยว่าเธอดีใจมากที่ได้ไปแจ้งแอนเดรีย (เจ้านายของเมดิสัน) ว่าเธอสามารถกลับบ้านได้แล้วและที่ที่เคยเป็นบ้านของเธอมีเจ้าตูบรอคอยอยู่ไม่จากไปไหน แอนเดรียโพสเผยแพร่ข้อความของเธอผ่านโซเชียลมีเดียพร้อมทั้งน้ำตา ว่าเธอดีใจเป็นอย่างมากที่เมดิสันรอเธอเป็นเดือนและไม่ยอมแพ้ ในเรื่องร้ายก็ยังพอมีเรื่องดี ๆ อยู่บ้าง แม้ว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเบื้องต้นมีรายงานว่าไฟไหม้กินพื้นที่กว่า 2

เด็กหญิงวัย 3 ขวบ กลายเป็นคนไข้มะเร็งเต้านมที่อายุน้อยที่สุดในโลก

มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบได้บ่อยกว่ามะเร็งชนิดอื่นและเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้หญิง ซึ่งมะเร็งเต้านมนี้ไม่มีวัคซีนฉีดเพื่อป้องกันเหมือนมะเร็งปากมดลูก โดยปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมมีอยู่หลายประการ ตัวอย่างเช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมซึ่งมีผลเพียงแค่ประมาณ 10 %  การกลายพันธุ์ของยีนส์ในร่างกาย หรือลักษณะของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน การเลือกรับประทานอาหารมีผลมากถึง 30 – 40 % เป็นมะเร็งเต้านมแม้อายุเพียง 3 ขวบ แม่ของเด็กน้อยชาวจีนวัย 3 ขวบพบว่าลูกของเธอป่วยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อเดือนมีนาที่ผ่านมา ซึ่งเธอได้สังเกตว่าเสื้อที่ใส่แล้วมีสิ่งแปลกปลอมสีแดงติดอยู่ แม้ว่าจะคิดว่าเป็นคราบสกปกทั่วไป แต่คุณแม่รายนี้ก็ไปตรวจดูที่หน้าอกของลูกเธอและต้องตกใจที่จับไปเจอก้อนเนื้อตรงหน้าอกด้านซ้าย จากนั้นเธอจึงนำตัวลูกส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อทำการตรวจให้แน่ใจ ซึ่งทางทีมแพทย์ได้แจงว่าทางครอบครัวของเด็กน้อยต้องยกเลิกการให้รับประทานอาหารในแบบที่ผิด เพราะว่าเด็กน้อยมีร่างกายที่โตก่อนวัย ซึ่งทางคุณพ่อคุณแม่ยืนยันว่าไม่ได้ให้ลูกกินอาหารเสริมหรืออาหารที่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด หลังจากที่กลับจากโรงพยาบาลแล้ว ด้วยความกังวลคุณแม่ได้พาลูกไปตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลอื่น ซึ่งทีมแพทย์ตรวจพบเนื้องอกที่อกด้านซ้าย พร้อมทั้งมีอาการบวมร่วมด้วย ซึ่งเบื้องต้นคุณหมอได้สั่งจ่ายยาและมีการผ่าตัด และการผ่าตัดก็เป็นไปได้ด้วยดี และเด็กน้อยก็กลับบ้านเพื่อพักฟื้น หลังจากที่เรื่องราวได้รับการเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจและเข้ามาให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม เรื่องมะเร็งเต้านม เราต้องหมั่นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ สร้างความตกใจให้กับคนทั่วโลกเป็นอย่างมากที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอายุเพียง 3 ขวบเท่านั้น ส่วนผู้อ่านเองหากมีอายุมากกว่า 20 ปี ขึ้นไปควรตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน และเข้าตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุก 3 – 5 ปี

เล่นสมาร์ทโฟนทำให้เป็นโรคมะเร็งได้จริงหรือ

ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนถือเป็นปัจจัยที่ 5 หรือไม่ก็อวัยวะที่ 33 ของผู้คนไปเสียแล้ว เราอยู่กับโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนตั้งแต่ตื่นนอน ไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปเที่ยว ขึ้นเขาลงห้วยที่ไหนก็พกเจ้าสิ่งนี้ติดตัวไปด้วยเสมอ โดยประชากรในประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์ถึง 56.55 ล้านคน และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่วนอายุของผู้ที่มีโทรศัพท์ไว้ในครอบครองก็น้อยลง มีหน่วยงานที่รวบรวมสถิติข้อมูลของผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตปรากฏว่าประเทศไทยไทยติดอันดับ 1 ในโลก และกรุงเทพยังเป็นเมืองที่มีผู้ใช้งานเฟสบุ๊คมากที่สุดในโลกอีกด้วย เล่นโทรศัพท์ก่อมะเร็ง นักวิทยาศาสตร์ให้ข้อสรุปว่า เด็กที่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีแนวโน้มว่าจะเป็นมะเร็ง 12 ประเภท อันประกอบไปด้วย มะเร็วเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งตับอ่อน เป็นต้น นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นที่ทราบดีว่าความสามารถในการมองเห็นของเด็ก ๆ จะลดลงเมื่อเล่นโทรศัพท์เกินกว่าเวลาที่กำหนดทุกวัน ใน 50 ปีที่ผ่านมา อัตราสายตาสั้นในเด็กพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 7.2 % เป็น 16.4 % ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มากจากการเล่นโทรศัพท์มือถือมากเกินไป ผู้ปกครองหลายรายซื้อโทรศัพท์ให้ลูกเพื่อให้ลูกเล่นและจะได้ไม่ร้องงอแง คือให้โทรศัพท์ช่วยเลี้ยงลูก และจากการศึกษาพบว่าเด็กที่มีการบริโภคแบบเฉื่อยซึ่งในที่นี้หมายถึงเด็กจะรับประทานอาหาร หรือนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารนิ่ง ๆ