Tag: ฟุตบอล

ตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก จากอังกฤษอีก 2 ใบจะเป็นของใคร

หลังจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้รอดพ้นโทษแบนห้ามลงแข่งในรายการฟุตบอลถ้วยยุโรป ทำให้โควต้าทีมจากอังกฤษที่จะได้สิทธิไปเล่นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยน ลีก จะยังคงเป็นทีมอันดับ 1-4 ของตารางเหมือนเดิม ซึ่งอันดับ 1 และ 2 ก็ถูกจองสัมปทานโดยทีมแชมป์อย่างหงส์แดง ลิเวอร์พูลเรียบร้อยแล้ว ส่วนอันดับ 2 เป็นของทีมเรือใบสีฟ้า ทำให้เหลือเพียงแค่อันดับ 3 และ 4 ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการห้ำหั่นกันจนถึงนัดสุดท้าย ระหว่างสามทีม สิงห์บลู เชลซี ปิศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ซิตี้ สำหรับสิทธิการไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยน ลีก ถือเป็นสิ่งที่ทุกทีมหมายปองเพราะนั่นหมายถึงรายได้มหาศาลทั้งจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ตั๋วเข้าชมเกม รวมทั้งเงินรางวัลจากการแข่งขัน โดยรวมถึงการเสียผลประโยชน์ทางอ้อมหากไม่ได้ไปเล่นในถ้วยใหญ่ของยุโรปเช่น ความสนใจของเหล่าสปอนเซอร์ต่าง ๆ รวมทั้งโอกาสการดึงตัวนักเตะซุปเปอร์สตาร์ทั้งหลายเข้าสู่ทีมที่เป็นเรื่องยากแน่หากทีมไม่ได้ไปเล่นในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เชลซี โปรแกรมยังหนักพอตัว เหลือเกมในมืออีก 2 เกม สำหรับเชลซี โดยเกมแรกจะออกไปเยือนถิ่นแอนฟิลด์ของทีมแชมป์ลิเวอร์พูล ซึ่งคงไม่เน้นอะไรมาก เชลซีน่าจะอาศัยความกระหายชัยชนะเก็บสามแต้มไปได้ แต่ถ้าลิเวอร์พูลยังคงคิดจะรักษาศักดิ์ศรีทีมแชมป์ เล่นกันเต็มที่

ภารกิจสำคัญ การกอบกู้ปีศาจแดง

ถ้าจะพูดถึงสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่และมีประวัติศาสตร์ที่น่าเกรงขาม ในวงการฟุตบอลอังกฤษและทวีปยุโรปรวมถึงทั้งโลกใบนี้แล้ว คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือหนึ่งในนั้น แต่หลังการวางมือของบรมกุนซือ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยังคงมิอาจทำผลงานได้สมปรารถนาดังที่สาวกทั่วโลกต้องการได้ แน่นอนว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่สาวกปิศาจแดงทุกคนใฝ่หา และจะมีทางไหนที่จะทำให้เหล่าสาวก Red army ได้เห็นการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อีกครั้ง 1.เปลี่ยนผู้บริหารสโมสร แน่นอนว่าตั้งแต่ตระกูล เกลเซอร์เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีการต่อต้านจากเหล่ากองเชียร์ผีแดงเป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องของการกู้เงินเพื่อเข้ามาซื้อกิจการ นั่นหมายถึงการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ของสโมสรโดยอัตโนมัติ และผลกระทบที่ตามมาคืองบประมาณในการซื้อนักเตะระดับเกรดเอเข้ามาสู่ทีม แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปิศาจแดงจะทุ่มซื้อผู้เล่นราคาแพงเข้ามาสู่ทีมหลายคน เช่น พอล ปอกบา, โรเมอู ลูกากู, แฮรี่ แม็กไกว และล่าสุด บรูโน่ เฟอร์นันเดส แต่ก็มักมีกระแสข่าวอยู่เป็นระยะถึงการต้องการเข้ามาเทคโอเวอร์ของกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าหากสโมสรใดถูกฮุบเป็นเจ้าของโดยกลุ่มทุนอาหรับแล้ว ก็จะมีเงินทุนมหาศาลมาให้สโมสรได้ใช้จ่ายโดยเฉพาะการดึงนักเตะซุปเปอร์สตาร์เข้ามาสู่ทีม แต่ต้องไม่ลืมว่า มีข้อดี ก็อาจจะมีข้อเสียตามมาที่เราเห็นตัวอย่างกันมาแล้ว เช่น ชื่อสนาม โอเทรฟฟอร์ด อาจถูกเปลี่ยนชื่อ, และการใช้เงินทุนของเจ้าของที่นอกเหนือจากกำไรของสโมสรในการทุ่มซื้อนักเตะ ในยุคนี้

หาคู่หูใหม่ให้ แฮรี่ แม็คไกวร์ อุดรอยรั่วแนวรับปิศาจแดง

แฟนบอลปีศาจแดงหลายคนคงมองออกว่าจุดอ่อนของทีมรักที่ทำให้ยังห่างไกลความสำเร็จเหมือนเมื่อครั้งในอดีตปัจจัยหลักนั่นคือเกมรับที่ไม่แข็งแกร่ง หลังจากการหมดยุคของ ริโอ เฟอร์ดินาน และเนมันย่า วิดิช ไป ทีมยังไม่สามารถหาคู่หูในแนวรับที่แข็งแกร่งดังเดิมได้ เมื่อบอร์ดบริหารของทีมพยายามอุดรอยรั่วโดยการหาปราการหลังหลายราย ทีมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ และสุดท้ายก็มีดีลที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการคว้าตัวกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่าง แฮรี่ แม็คไกวร์ จากเลสเตอร์ ซิตี้ มาสู่อ้อมกอดของรั้วปิศาจแดง แต่ก็ยังไม่สามารถอุดรอยรั่วนั้นได้อย่างสนิท ต้องบอกว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แนวรับของแมนยู ฯ ก็ยังแสดงความผิดพลาดจนทีมเสียประตูแบบไม่น่าเสียครั้งแล้วครั้งเล่า มิหนำซ้ำ กองหลังตัวความหวังที่ซื้อมาราคาแพงยังทำตัวพลาดซะเองอีกด้วย ทั้งนี้และทั้งนั้นอาจจะต้องมองว่า แม็คไกวร์อาจจยังไม่มีคู่หูที่ไม่เหมาะสม เพราะคู่หูคนปัจจุบันคือ วิคเตอร์ ลินเดอร์เลิฟ ที่ยังฝากผีฝากไข้ไม่ได้ รวมทั้งยังเป็นกองหลังที่ไม่มีความเร็วเช่นเดียวกันกับแม็คไกวร์อีกด้วย แล้วจะมีกองหลังคนไหนที่บอร์ดบริหารของ แมนยูฯ ควรล่าตัวมายืนคู่กับแฮรี่ แม็คไกวร์ คริส สมอลลิ่ง แน่นอนว่าไม่ต้องซื้อตัว เพียงเรียกกลับมาช่วยทีม ซึ่งตอนนี้สมอลลิ่งกำลังเล่นให้กับโรม่าในกัลโช่ ซีรี่อา ด้วยสัญญายืมตัว ซึ่งถือว่าโชว์ฟอร์มได้ดีเลยทีเดียว ในวัย 30 ปี เชื่อว่าสมอลลิ่งน่าจะอาศัยประสบการณ์ยืนคอยช่วยเหลือแม็คไกวร์ได้ ซึ่งถือเป็นการประหยัดเงินทุนของสโมสรอีกด้วย หากไม่เวิร์คก็ค่อยหาตัวใหม่มาแทนได้ อิริค

คูติญโญ่ จากนักเตะที่เคยถูกแย่ง กลายเป็นนักเตะที่ไม่มีใครเอา

ฟิลิปเป้ คูติญโญ่ มิดฟิลด์ทักษะสูงที่แฟนบอลลิเวอร์พูลทั้งหลายคงรู้จักกันดี คูติญโญ่เคยเป็นมิดฟิลด์ที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถขาดได้ แต่เมื่อถึงเวลาเขาเลือกที่จะตามหาความสำเร็จที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถมอบให้เขาได้ ตามแบบฉบับนักฟุตบอลจากอเมิรกาใต้ ที่นิยมชมชอบในการไปเจริญเติบโตกับโคตรทีมในลีกสเปน อย่างบาเซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด โดย คูติญโญ่เลือกที่จะไปอยู่กับบาเซโลน่าด้วยค่าตัวประมาณ 105 ล้านปอนด์ แน่นอนว่าย่อมสร้างผลกำไรให้กับสโมสรต้นสังกัดอย่างมโหฬารเพียงแต่ก็ทิ้งร่อยรอยความเสียใจไว้ให้กับแฟนบอลลิเวอร์พูลพอสมควร หลังจากได้ย้ายไปอยู่กับบาเซโลน่า คูติญโญ่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบของทีมได้ ในบางนัดถึงกับโดนแฟนบอลโห่ประกอบกับค่าเหนื่อยที่แพงมหาศาลทำให้บาเซโลน่าตัดสินใจที่จะปล่อยยืมตัว โดยสโมสรนั้นคือยักษ์ใหญ่แห่งบุนเดสลีกา เยอรมัน บาเยิร์น มิวนิค อ้าแขนรับคูติญโญ่ไปใช้งานในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวสร้างสรรค์เกมให้กับทีม ด้วยความที่บาร์เยิร์น มิวนิค เป็นทีมที่อุดมด้วยนักเตะชั้นยอดอยุ่แล้ว อีกทั้งเป็นทีมที่เล่นกันด้วยทีมเวิร์คเข้าขารู้ใจ ทำให้คูติญโญ่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบได้อีกเช่นกัน สไตล์การเล่นของคูติญโญ่ ในบุนเดสลีกา ส่วนใหญ่จะเน้นใช้ความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลัก ทำให้บางครั้งเก็บบอลไว้กับตัวนานไป ทำให้เพื่อนเสียจังหวะในการเล่นทำให้คูติญโญ่ไม่ค่อยจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับ บาร์เยิร์น มิวนิคมากซักเท่าไหร่ อีกทั้งพบปัญหาบาดเจ็บในช่วงปลายฤดูกาลอีกด้วย ทำให้บาร์เยิร์น มิวนิค เลือกที่จะไม่ทำสัญญาซื้อขายขาดกับทางด้านบาเซโลน่า โดยให้เหตุผลว่าเล่นไม่เข้ากับระบบ และค่าตัวแพงเกินไป ต้นสังกัด ไม่อยากเก็บคูติญโญ่ไว้ เนื่องจากค่าเหนื่อยที่สูงของคูติญโญ่ ทำให้ต้นสังกัดบาเซโลน่ามีความพยายามที่จะขายคูติญโญ่ออกไป โดยเจ้าตัวเหลือสัญญาอีก 3 ปี และอายุก็ปาเข้าไป

ใครจะหยุดเสือใต้ สร้างความสูสีให้ฟุตบอลบุนเดสลีกา

จบลงไปแล้วสำหรับบุนเดสลีกา ฟุตบอลลีกของเยอรมัน แชมป์ฤดูกาลนี้ตกเป็นของบาร์เยิร์นมิวนิคอีกเช่นเคย ถือเป็นแชมป์สมัยที่ 29 และ เป็นแชมป์ 8 ฤดูกาลติดต่อกัน โดยที่ไม่มีทีมใดจะสามารถขึ้นมาแย่งชิงตำแหน่งแชมป์จากพวกเขาไปได้เลยใน 8 ฤดูกาลล่าสุด ส่วนตำแหน่งรองแชมป์ก็เป็นการผลัดกันของทีมต่าง ๆ อย่าง ดอร์ทมุน ชาลเก้ ไลป์ซิก และ โวล์ฟบวกส์ การที่บาร์เยิร์น มิวนิค เป็นแชมป์อย่างผูกขาดแบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีของวงการฟุตบอลเยอรมันเช่นเดียวกัน เนื่องจากหากเป็นอย่างนี้ต่อไป แฟนบอลทั่วโลกอาจจะเบื่อหน่ายฟุตบอลเยอรมันก็เป็นได้ ถ้าหากอยากให้มีสีสันในการลุ้นแชมป์ทีมอื่น ๆ จำเป็นต้องสร้างทีม และเพิ่มศักยภาพของทีมให้มากขึ้นกว่านี้เพื่อจะได้ลุ้นขับเคี่ยวกับเสือใต้ตลอดฤดูกาล กลยุทธ์โหดร้ายตัดกำลังคู่แข่ง ถ้าสังเกตดูดี ๆ จะพบว่า บาร์เยิร์นมิวนิคมีกลยุทธในการตัดกำลังคู่แข่งนั่นคือการซื้อตัวผู้เล่นตัวหลักของทีมคู่แข่ง ซึ่งแน่นอนนักเตะในบุนเดสลีกาส่วนใหญ่ ย่อมอยากย้ายไปร่วมทีมกับเสือใต้ เท่านั้นไม่พอ บางรายถึงขนาดรอให้หมดสัญญาแล้วค่อยฉกตัวมาอย่าง แมท ฮุมเมิ่ล และ โรเบิร์ต เลวานดอฟกี้ ที่ไปฉกตัวมาจากดอร์ทมุนทำให้ทีมคู่แข่งอ่อนกำลังลง ในขณะเดียวกันทีมเสือใต้เองก็แข็งแกร่งขึ้นไปอีก ในทางตรงกันข้าม ไม่มีทีมไหนที่จะดึงตัวผู้เล่นกำลังหลักของเสือใต้ไปร่วมทีมได้เลย เพราะฉะนั้นบรรดาทีมที่ต้องการลุ้นแชมป์กับเสือใต้ต้องหาวิธีมัดใจเหล่านักเตะตัวสำคัญไว้กับสโมสรให้ได้เพื่อที่จะได้ขับเคี่ยวกับบาร์เยิร์นได้อย่างสูสี การยืนระยะในลีกระยะยาวได้ ด้วยฟอร์มที่สม่ำเสมอ

เป็นไปได้ไหม ที่บาร์เยิร์นจะคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในฤดูกาลนี้

จบไปแล้ว 2 รายการฟุตบอลเยอรมันทั้งบุนเดสลีกา และเดเอฟเอ โพลคาล ที่ บาร์เยิร์น มิวนิค คว้าดับเบิ้ลแชมป์ไปครองแล้ว เหลืออีกหนึ่งเป้าหมายสำหรับทีมเสือใต้ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่เสียด้วยนั่นคือฟุตบอล ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ที่จะมีคิวเตะหลังจากนี้ ซึ่งจะมีความเป็นไปได้ขนาดไหนที่เสือใต้ บาร์เยิร์นมิวนิคจะสามารถคว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้อีกครั้งนึงและกลายเป็นทริปเปิ้ลแชมป์เหมือนกับที่เคยทำได้ในฤดูกาล 2012-2013  มีปัจจัยอะไรบ้างที่น่าจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้ ฟอร์มเสมอต้นเสมอปลาย หลังจากเอาชนะไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในนัดชิงถ้วยเดเอฟเบ โพคาล 4-2 ทำให้บาเยิร์นทำสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 26 เกม โดยเป็นการชนะติดต่อกันถึง 17 นัด รวมไปถึงการคว่ำ เชลซี และ สเปอร์จากอังกฤษด้วย ซึ่งถ้าฟอร์มเสมอต้นเสมอปลายเช่นนี้ก็น่าจะมีลุ้นเข้ารอบลึก ๆ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกไปเรื่อยจนถึงแชมป์ได้ ยอดทีมต้องมี สุดยอดกุนซือ ความสำเร็จของบาร์เยิร์น มิวนิคในฤดูกาลนี้อาจต้องยกความดี ความชอบ มากกว่า 50% ให้กับทางฮันซี่ ฟลิค กุนซือใหม่ที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาแทนนิโก้ โควัค แน่นอน ฮันซี่

แมนเชสเตอร์ซิตี้รอดพ้นโทษแบนได้อย่างไร

ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับผลการอุทธรณ์โทษแบนการละเมิดกฎแฟร์เพลย์การเงิน ของแมนเชสเตอร์ซิตี้ ทีมดังจากเกาะอังกฤษที่ถูกสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปแบนห้ามลงเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป 2 ฤดูกาล และปรับเงินจำนวน 25 ล้านปอนด์ ซึ่งหลือโทษแค่ถูกปรับ 9 ล้านปอนด์เท่านั้น หลังจากได้รับโทษแบนจากยูฟ่า แมนฯซิตี้ ทำการอุทธรณ์โทษไปที่ศาลกีฬาโลก และในเช้าวันที่ 13 กรกฎาคม 2020 ศาลกีฬาโลกได้มีคำวินิจฉัยยกเลิกโทษแบนในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยของยุโรป และลดโทษปรับจาก 25 ล้านปอนด์ เหลือ 9 ล้านปอนด์ แล้วทำไมเรือใบสีฟ้าจึงรอดพ้นโทษแบน และจะมีผลตามมาอย่างไรต่อไปสำหรับเหล่าทีมที่อยากให้แมนฯซิตี้โดนแบน ก่อนอื่นต้องอ้างอิงมูลเหตุที่ทำให้เกิดประเด็นนี้ขึ้นมาคือ มีการพบอีเมลการโอนเงินจากสปอนเซอร์สายการบินเฮติฮัท จำนวน 67.5 ล้านปอนด์ ซึ่งมีแค่ 8 ล้านปอนด์เท่านั้นที่มาจากสายการบินส่วนที่เหลือนั้นโดนแฉว่ามาจากกลุ่มทุนของเจ้าของแมนซิตี้โดยตรง เมื่อมีการสงสัยเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการผิดกฎการเงินที่ไม่อนุญาติให้สโมสรรับเงินจากเจ้าของโดยตรง ทั้งนี้ ไม่มีใครยืนยันได้ว่าหลักฐานที่โดนแฉนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ทางเจ้าหน้าที่ของแมนซิตี้หลายคนก็ดูมีความมั่นอกมั่นใจในหลักฐานว่าจะสามารถชนะการอุทธรณ์ได้ จากการให้สัมภาษณ์กับสื่อ และในที่สุด ศาลกีฬาโลกก็มีการตัดสินให้แมนฯซิตี้รอดพ้นจากโทษแบน แมนฯซิตี้ไม่โดนแบนส่งผลโค้วต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ของลีกอังกฤษ ยัง อยู่ที่ อันดับ 1–4

VAR ความยุติธรรมบทใหม่ในเกมฟุตบอลปัจจุบัน

VAR ย่อมมาจาก Video assistant referee หรือแปลว่า วีดีโอช่วยเหลือการตัดสินของกรรมการนั่นเอง การทดลองใช้ในระบบ VAR เริ่มต้นในเดือนสิงหาคม 2014 ในระดับทีมสำรองของ major league soccer และได้ทำการปรับปรุงขึ้นอยู่เสมอจนใช้ในระดับชาติอย่างเป็นทางการในฟุตบอลโลก 2016 ที่รัสเซีย และฟุตบอลลีกในระดับชั้นนำอีกหลายลีกต่อมา ในปัจจุบัน มุมมองที่ต่างกัน ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับการนำ VAR เมื่อใช้กับเกมฟุตบอลเช่น ลูก้า โมดริชเจ้าของบัลลงดอร์คนล่าสุด ซึ่งมองว่า VAR ทำให้เล่นฟุตบอลได้ยากขึ้น ทำให้เกิดความสับสนในการเล่นและขาดความต่อเนื่องในเกม ต่างจากเป๊ป กวาร์ดิโอล่าผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่มองว่า VAR จะเป็นส่วนช่วยที่นำมาซึ่งความยุติธรรมให้เกมลูกหนังเป็นกีฬามากกว่าเดิมในปัจจุบันอย่างแน่นอน VAR ตัดสินชัยชนะของเกม “จุดโทษ” เป็นสิ่งที่นักฟุตบอลและแฟนบอลของทีมตนเองต้องการมากที่สุดจากคู่แข่ง และดูเป็นสิ่งที่โหดร้ายสำหรับทีมทำผิดพลาด และต้องสูญเสีย ในการแข่งขันรายการใหญ่ ๆ ที่ผ่านมา “จุดโทษ” กลายเป็นตัวตัดสินเกม และเกือบทุกเกมจบลงด้วยชัยชนะของผู้ที่ได้ไป โดยในหลายเกมส์นั้นมาจาก VAR เช่น ฟุตบอลโลกที่รัสเซีย

ฮอลแลนด์ยุคใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่าของคูมัน

ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือที่คนมักเรียกอีกชื่อที่คุ้นเคยว่า “ฮอลแลนด์” ซึ่งหากพูดถึง “ฟุตบอล” แล้วฮอลแลนด์ถือว่าเป็นชาติอีกชาติหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจและประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับสโมสร แม้ว่าในระดับชาตินั้นพวกเขาต้องรับบทพระรองเสียส่วนใหญ่ แต่สไตล์การเล่นของทีมที่เป็นเอกลักษณ์ เล่นเกมรุกเป็นหลัก จึงเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีแฟนฟุตบอลติดตามเชียร์ทั่วโลกและจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย โททัล ฟุตบอลและยอดนักเตะในตำนาน ฮอลแลนด์มีชื่อเล่น “ออรันเย่” อันหมายถึงสีส้มนั้นเองโดยสังเกตได้จากชุดแข่งที่เน้นสีส้มเป็นหลักและประกอบไปด้วยสีขาวและสีน้ำเงินใน ซึ่งนำมาจากสีธงชาติของพวกเขานั่นเอง ฮอลแลนด์มีสไตล์การเล่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ “โททัล ฟุตบอล” ผู้เล่นในทีมจะต้องสามารถทดแทนตำแหน่งกันได้ตลอดเวลานั่นเอง ซึ่งหลายทีมได้นำไปประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จกันมากมาย นอกจากสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์แล้วทีมยังประกอบไปด้วยนักเตะยอดเยี่ยมอยู่มากมาย เช่น โยฮัน ครัฟฟ์ อดีตยอดนักเตะที่ไม่ว่าหากมีการจัดอันดับโลกนักเตะระดับสุดยอดเมื่อไหร่ ชื่อนี้จะต้องได้รับคะแนนเป็นลำดับต้น ๆ เสมอ รวมถึงรุด กุลลิท, มาร์โก แวน บาสเท่นและแฟรงค์ ไรจ์การ์ด 3 ทหารเสือของเอซี มิลานผู้พาปีศาจแดง-ดำแห่งอิตาลีประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ที่สำคัญยังพาฮอลแลนด์คว้าแชมป์แห่งชาติยุโรปอันเป็นแชมป์ระดับชาติแชมป์เดียวของฮอลแลนด์อีกด้วยในปี 1988 ซึ่งฮอลแลนด์ในชุดนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่ง และทำให้แฟนบอลทั่วโลกเริ่มสนใจติดตามเชียร์ทีมนี้ ราชาไร้บัลลังก์ นอกจากแชมป์ยุโรปในปี 1988 ที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพแล้ว ฮอลแลนด์ได้เข้าชิงในฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้งแต่ทุกครั้งจบลงเหมือนกันด้วยความพ่ายแพ้ทั้ง 3 ครั้ง