Category: ข่าวกีฬา

โบบันตอบรับร่วมทีมบริหารมิลานหวังพาทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่

ซโวนีเมียร์ โบบันอดีตมิดฟิลด์สุดคลาสสิคของโครเอเชียเกิดเมื่อ 8 ตุลาคม 1968 เขาคืออดีตกัปตันทีมตราหมากรุกผู้พาโครเอเชียคว้าอันดับสามในฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1998 เจ้าของฉายา “ซอโร(zorro)” เป็นหนึ่งในมิลานยุคดรีมทีมที่พาทีมคว้าแชมป์มากมายในยุค 1990 นานนับทศวรรษ กลับสู่เอซี มิลานอู่ข้าวอู่น้ำเก่าเพื่อรับตำแหน่งสำคัญ โดยหวังจะพาทีมกลับไปเป็นมิลานทีมเดิมที่เคยสร้างความเกรียงไกรในยุโรปมาแล้ว จากรองเลขาธิการฟีฟ่าถึงผู้บริหารคนสำคัญในมิลาน หลังจากโบบันแขวนสตั๊ด ชื่อของโบบันได้ถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อเข้ารับตำแหน่งรองเลขาธิการฟีฟ่าในปี 2016 ก่อนเข้ารับตำแหน่งฝ่ายบริหารของเอซีมิลานโดยมีหน้าที่พัฒนาทีมและประสานงานกับบอร์ดบริหารร่วมกับเปาโลมัลดินี่รวมไปถึงการวางยุทธศาสตร์ของทีม ภายใต้การนำของโบบันเต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะฟุตบอลในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยเม็ดเงินจากเศรษฐีระดับมิลเลี่ยนแนร์ไม่ได้ถูกยึดผูกติดกับชื่อเสียงความเป็นมาคือประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของแต่ละสโมสรเช่นเดิมมากเหมือนก่อนอีกแล้ว มิลานของเขาอาจจะเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของอิตาลีก็จริง แต่การนำมิลานกลับมายิ่งใหญ่ในยุคที่ทุกอย่างดูจะเป็นธุรกิจและเงินทองไปหมด จึงท้าทายความสามารถของโบบันไม่น้อยกว่าตอนที่เขาเป็นนักเตะเลย การสร้างทีมขึ้นมาใหม่(อีกครั้ง) สโมสรอย่างเอซีมิลานเวลาจะเป็นสิ่งสำคัญเสมอ นักเตะและแฟนบอลมักจะรอคอยได้ไม่นาน โบบันได้พูดถึงสาเหตุของความตกต่ำเป็นผลมาจากความต่อเนื่องของเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วยุโรป อิตาลีเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะในเวทีกัลโช่เซเรียอาของพวกเขาหลายสโมสรแทบล้มละลาย ต้องขายผู้เล่นที่ดีที่สุดของตนออกไป เพื่อรักษาสถานภาพของสโมสร เอาไว้เรื่องการจะไปดึงนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์เหมือนในช่วงทศวรรษ 80-90 ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เอซี มิลานเองก็เป็นหนึ่งในทีมที่ประสบปัญหาเช่นกัน มิลานขายนักเตะที่ดีที่สุดของตนออกไปคนแล้วคนเล่าและทำได้เพียงเซ็นนักเตะฟรีหรือราคาถูกเข้ามาร่วมทีม จึงได้เพียงประคับประคองผลงานทีมเอาไว้แต่ไม่สามารถประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันตลอดหลายปีที่ผ่านมา โบบันรู้ว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปีที่จะสร้างทีมให้กลับมาเป็นทีมชั้นนำของอิตาลีอีกครั้ง สิ่งที่โบบันได้ทำไปแล้วคือการดึงจาม เปาโล เข้ามารับตำแหน่งกุนซือคนใหม่ของทีมรวมถึงเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นใหม่จาก 4-3-3 เดิม มาเป็น 4-3-1-2

ฮอลแลนด์ยุคใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่าของคูมัน

ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือที่คนมักเรียกอีกชื่อที่คุ้นเคยว่า “ฮอลแลนด์” ซึ่งหากพูดถึง “ฟุตบอล” แล้วฮอลแลนด์ถือว่าเป็นชาติอีกชาติหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจและประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับสโมสร แม้ว่าในระดับชาตินั้นพวกเขาต้องรับบทพระรองเสียส่วนใหญ่ แต่สไตล์การเล่นของทีมที่เป็นเอกลักษณ์ เล่นเกมรุกเป็นหลัก จึงเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีแฟนฟุตบอลติดตามเชียร์ทั่วโลกและจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย โททัล ฟุตบอลและยอดนักเตะในตำนาน ฮอลแลนด์มีชื่อเล่น “ออรันเย่” อันหมายถึงสีส้มนั้นเองโดยสังเกตได้จากชุดแข่งที่เน้นสีส้มเป็นหลักและประกอบไปด้วยสีขาวและสีน้ำเงินใน ซึ่งนำมาจากสีธงชาติของพวกเขานั่นเอง ฮอลแลนด์มีสไตล์การเล่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ “โททัล ฟุตบอล” ผู้เล่นในทีมจะต้องสามารถทดแทนตำแหน่งกันได้ตลอดเวลานั่นเอง ซึ่งหลายทีมได้นำไปประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จกันมากมาย นอกจากสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์แล้วทีมยังประกอบไปด้วยนักเตะยอดเยี่ยมอยู่มากมาย เช่น โยฮัน ครัฟฟ์ อดีตยอดนักเตะที่ไม่ว่าหากมีการจัดอันดับโลกนักเตะระดับสุดยอดเมื่อไหร่ ชื่อนี้จะต้องได้รับคะแนนเป็นลำดับต้น ๆ เสมอ รวมถึงรุด กุลลิท, มาร์โก แวน บาสเท่นและแฟรงค์ ไรจ์การ์ด 3 ทหารเสือของเอซี มิลานผู้พาปีศาจแดง-ดำแห่งอิตาลีประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ที่สำคัญยังพาฮอลแลนด์คว้าแชมป์แห่งชาติยุโรปอันเป็นแชมป์ระดับชาติแชมป์เดียวของฮอลแลนด์อีกด้วยในปี 1988 ซึ่งฮอลแลนด์ในชุดนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่ง และทำให้แฟนบอลทั่วโลกเริ่มสนใจติดตามเชียร์ทีมนี้ ราชาไร้บัลลังก์ นอกจากแชมป์ยุโรปในปี 1988 ที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพแล้ว ฮอลแลนด์ได้เข้าชิงในฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้งแต่ทุกครั้งจบลงเหมือนกันด้วยความพ่ายแพ้ทั้ง 3 ครั้ง

เมสซี่ได้ไปต่อกับอาร์เจนติน่าหลังคำตัดสินของคอนเมโบล

ลิโอแนล เมสซี่สุดยอดนักเตะฟ้าประทานแห่งศตวรรษยังคงมีโอกาสไขว่คว้าความสำเร็จกับทีมฟ้า-ขาวอาร์เจนตินาต่อไปหลังฟังคำตัดสินของสหพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ เจ้าของฉายา “ลา ปุลก้า” และอีกฉายาที่เพิ่งได้รับมาใหม่ G.O.A.T ที่ไม่ได้แปลว่า “แพะ” แต่ย่อมาจาก Greatest of all time ซึ่งเป็นการยกย่องนักกีฬาที่เก่งที่สุดตลอดกาลในประเภทนั้น ๆ เช่น ไมเคิล จอร์แดนตำนานนักบาสเกตบอล NBA ก็ได้รับฉายานี้เช่นกัน ความสำเร็จร่วมกันที่อาร์เจนตินาและเมสซี่ยังรอคอย สำหรับบาร์เซโลน่าแล้วเมสซี่คือหนึ่งในนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เขาได้ค่าเหนื่อยสูงกว่าใคร เขาทำสถิติส่วนตัวกับบาร์เซโลน่าเอาไว้มากมายจนบรรยายไม่หมด คว้าทุกแชมป์ให้กับสโมสรและรางวัลส่วนตัวเกือบทุกรางวัลมาจนครบถ้วนแล้ว แต่ในเสื้อฟ้า-ขาวของอาร์เจนตินาที่เขารักนอกจากแชมป์โลกในสมัยที่เมสซี่ยังเป็นเยาวชนแล้วกลับได้พบแต่ความผิดหวัง การพาทีมเข้าชิงถึง 4 ครั้งในทัวร์นาเมนต์ใหญ่และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 2012 เข้าชิงกับเยอรมัน การแพ้จุดโทษให้กับชิลี 2 ครั้งติดต่อกัน มันช่างดูเป็นอะไรที่โหดร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้สำหรับนักเตะระดับเขา หลายครั้งที่เมสซี่เลือกจะอำลาอาร์เจนตินาแต่ก็ทนฟังเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลและหัวใจตัวเองได้ไม่นานต้องกลับมารับใช้ทีมเหมือนเดิม เสือกระดาษคอนเมโบล ในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโคปาอเมริกา 2019 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ อาเจนติน่าแพ้บราซิลตกรอบอีกครั้ง และครั้งนี้กัปตันเมสซี่ออกมาวิจารณ์เจ้าภาพบราซิลเละเทะทั้งเรื่องพื้นสนามที่ย่ำตลอดการแข่งขัน รวมถึงการใช้ var ของเจ้าภาพ และในแมทช์ชิงที่ 3 พบกับชิลีคู่ปรับเก่า

ประตูแรกของ “ธีรทร” บนเกาะญี่ปุ่น อีกก้าวสำคัญในสังเวียนเจลีก

ธีรทร บุญมาทัน ประเดิมประตูแรกของตัวเองในเจลีกได้สำเร็จ หลังจากย้ายมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นเป็นฤดูกาลที่สอง โดยประตูนี้ช่วยให้โยโกฮามา เอฟ มารินอส ออกนำผู้มาเยือนอย่างกัมบะ โอซาก้า ก่อนเจ้าถิ่นจะเก็บชัยชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 ถือเป็นนักเตะไทยรายที่ 3 ที่สามารถทำประตูได้ในเจลีก ต่อจากธีรศิลป์ แดงดา และชนาธิป สรงกระสินธ์                 แบ็กซ้ายทีมชาติไทย เริ่มต้นเกมได้อย่างดีในการป้องกันเกมบุกของคู่แข่งทางกราบขวา และมีจังหวะช่วยทีมเติมเกมรุกอยู่เป็นระยะ จนกระทั้งนาทีที่ 39 ธีรทรขึ้นมาช่วยเกมรุกอีกครั้ง โดยพาตัวเองตัดเข้ากลางบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ เมื่อรับบอลจากเพื่อนธีรทรแต่งบอลหนึ่งจังหวะก่อนบรรจงสับไกด้วยเท้าซ้ายบอลพุ่งเสียบตาข่ายชนิดที่มาซาอากิ ฮิกางุจิ ผู้รักษาประตูคู่แข่งได้แต่ยืนขาตายและใช้เพียงสายตาป้องกันเท่านั้น นับเป็นประตูที่ 3 ที่นักเตะทีมชาติไทยยิงผ่านผู้รักษาประตูทีมชาติญี่ปุ่นในรอบ 4 ปี                 ทั้งคู่เคยเผชิญหน้ากันครั้งแรกเมื่อปี 2015ในศึกเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม สมัยที่ธีรทรยังเล่นให้กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นัดแรกเจ้าอุ้มยิงฟรีคิกระยะกว่า 30 หลาเสียบคานอย่างสุดสวย ช่วยให้บุรีรัมย์ตามตีเสมอกัมบะ โอซาก้า 1-1 หลังทำประตูได้ยังแสดงท่าดีใจเลียนแบบคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกด้วย ต่อมาในนัดที่สองที่เจอกัน

ซาบาตินี่นักเทนนิสสาวตาคมที่ทุกคนยังคิดถึงเธอ

กาเบรียลล่า ซาบาตินี่ ยอดนักเทนนิสสาวชาวอาร์เจนตินาเกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1970 เธอได้ลงเล่นร่วมกับ ยอดนักเทนนิสในยุคนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็นสเตฟฟี่ กราฟราชินีเทนนิสหญิงหนึ่งเดียวของเยอรมนี, มาร์ติน่า นาฟราติโลวาและคริส เอฟเวิร์ต 2 นักเทนนิสอดีตมือ 1 ของโลกชาวอเมริกัน และโมนิก้า เซเลส อดีตมือ 1 ของโลกเช่นกันชาวยูโกสลาเวียซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกันภายหลัง เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ซาบาตินี่เองได้ชื่อว่าเป็นนักเทนนิสสาวฝีมือดี เคยขึ้นไปรั้งมือวางอันดับ 3 ของโลกซึ่งเป็นอันดับสูงสุดของเธอ และได้แชมป์ยูเอสโอเพ่นซึ่งเป็นเกียรติประวัติสำคัญสูงสุดในชีวิตของเธอ เพราะถึงแม้เธอจะได้มีโอกาสเข้าชิงแชมป์เทนนิสวิมเบิลดันที่ทุกคนใฝ่ฝัน ซาบาตินี่ก็ทำได้เพียงพ่ายแพ้ต่อสเตฟฟี่ กราฟไปอย่างน่าเสียดาย แต่สิ่งที่ผู้คนมักจะมองเธอและให้ความสนใจไม่น้อยกว่าในเกมหวดลูกสักหลาดนั้น คือความสวย เก๋ในแบบสาวลาตินอเมริกา ตาคม ผมดำ ผิวสีแทนของเธอกลายเป็นที่ชื่นชอบของทั้งชายและหญิงไม่จำกัดเฉพาะในวงการเทนนิสด้วยซ้ำ ด้วยความสามารถและความมีเสน่ห์ของเธอย่อมเป็นที่หมายปองของคนมีชื่อเสียงมากมาย แต่คนที่เธอกลับเลือกคบหาในช่วงเวลานั้นกลับเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งใครเลยจะรู้ว่าผู้ชาย ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรเลยในตอนนั้น หากเทียบกับนักเทนนิสรุ่นพี่คนอื่น ๆ ที่ควงดาราฮอลลีวู้ดกันแทบไม่ซ้ำหน้าอย่างเช่น คริส เอฟเวิร์ตกับเบิร์ด เรย์โนลด์ แต่ใครจะคิดว่านักธุรกิจที่เธอคบหาในเวลานั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในปัจจุบัน

ดอล์ฟ ซีกเลอร์แชมป์โลกมวยปล้ำผู้แสนอาภัพ

ดอล์ฟ ซีกเลอร์มีชื่อจริงว่านิโคลัส เนเม็ท เชาเกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1980 เข้าสู่วงการมวยปล้ำ WWE เมื่ออายุได้ 24 ปี มีฉายาที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักว่า “เดอะ เนเจอรัล” (the natural) เขาชื่นชอบมวยปล้ำตั้งแต่เด็กและเล่นกีฬามวยปล้ำและมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย และไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เขาแข่งขันหรือฝึกซ้อมเขาได้ชื่อว่าเป็นนักมวยปล้ำที่มีพรสวรรค์สูงขยันฝึกซ้อม ทุ่มเท มีวินัย และพยายามพัฒนาตนเองอย่างมาก ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคนั่นจึงทำให้เขาเป็นนักมวยปล้ำที่มีฝีมือการปล้ำดีที่สุดคนนึงในโลก ยอดฝีมือลำดับต้น ๆ ของโลกกับแชมป์โลก 11 นาที หากเราจะนับเฉพาะฝีมือการปล้ำจากนักมวยปล้ำ WWE ในปัจจุบันเราสามารถเรียก “ดอล์ฟ ซีกเลอร์” คือนักมวยปล้ำที่เก่งที่สุดในสมาคมหรือบางทีอาจจะรวมทุกสมาคมบนโลกคนนึงได้อย่างไม่เคอะเขิน ด้วยใจรักในมวยปล้ำของเขาบวกกับพรสวรรค์และความมุมานะจากการฝึกซ้อมตลอดอาชีพทำให้เขาเป็นนักมวยปล้ำที่มีท่วงท่าการปล้ำที่สวยงาม เป็นธรรมชาติตามฉายาของเขา เขาสามารถปล้ำกับนักมวยปล้ำคนไหนในโลกก็ได้ และไม่ว่าบทบาทที่ WWE มอบให้เขาจะเลวร้ายสักเพียงไหน เขาก็มักจะมอบแมทช์การปล้ำที่ดีเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของคนดูอยู่เสมอ ดอล์ฟ ซีกเลอร์สามารถคว้าเข็มขัดแชมป์โลกเฮฟวี่เวทของ WWE ที่ทุกคนใฝ่ฝันได้สัมผัสมันถึง 2 ครั้งซึ่งดูเสมือนเป็นรางวัลใหญ่ที่ตอบแทนความทุ่มเป็นเวลากว่า 7 ปีของตนที่มีให้ WWE