Author: Stella Spencer

โฮลีฟิลด์โคตรมวยรุ่นยักษ์ตัวจริง

“มวย” คือหนึ่งในกีฬาต่อสู้ที่จริง เจ็บจริงบนสังเวียน ตำแหน่งแชมป์มวยเฮฟวี่เวทอาจจะหมายถึงมนุษย์ผู้แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็ได้ การต่อสู้ในรุ่นเฮฟวี่เวทที่ไม่จำกัดน้ำหนักตัว ความใหญ่โตของร่างกายย่อมเป็นส่วนหนึ่งของความได้เปรียบ แต่นักมวยบางคนที่อาจจะตัวเล็กแต่ก็มีหมัดพิฆาตเป็นหมัดเด็ดที่พระเจ้าประทานมาเป็นอาวุธเพื่อพร้อมจะล้มนักมวยทุกคนได้ในทุกเวลาที่มีโอกาส แต่สำหรับโฮลีฟิลด์แล้วเขากลับไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย เขาเป็นนักมวยที่ถือว่าตัวเล็กในรุ่นเฮฟวี่เวท มีน้ำหนักตัวเพียง 200-220 ปอนด์เท่านั้น โฮลีฟิลด์ไม่ถูกจัดว่าเป็นนักมวยหมัดหนัก มีหลายไฟท์ตลอดอาชีพการชกมวยที่ต้องแพ้ชนะด้วยการนับคะแนน แล้วเหตุใดโฮลีฟิลด์ที่แพ้ไปถึง 10 ไฟท์ในการชกตลอดอาชีพของเขา จึงถูกยกย่องจากแฟนมวยและนักมวยชื่อดังอีกหลายคน นักมวยที่ดีที่สุดในรุ่นครุยเซอร์เวทตลอดกาล อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ เกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1962 เจ้าของส่วนสูง 6 ฟุต 2 (1.89 ซม.) เริ่มต้นการชกมวยรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท(178 ปอนด์) และคว้าเหรียญทองแดงได้ในโอลิมปิกเกมส์ 1984 ที่ลอสแองเจลิส ก่อนขยับขึ้นไปชกในรุ่นครุยเซอร์เวท(ไม่เกิน 200 ปอนด์)และคว้าแชมป์โลกเดือนพฤษภาคมปี 1987 ด้วยวัย 25 ปี โฮลีฟิลด์ชกในรุ่นนี้อยู่ 2 ปี จนไม่สามารถหาคู่ชกได้จึงต้องขยับขึ้นมาในรุ่นเฮฟวี่เวท แต่ก็ทำน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีกเพียง 20 ปอนด์เท่านั้นซึ่งนับได้ว่าเป็นนักมวยตัวเล็กและน้ำหนักน้อยที่สุดคนหนึ่งที่คว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวทได้ในเวลาต่อมา

ซามเมอร์ลิเบอโร่ลูกบอลทองคำ

หากจะพูดถึงนักฟุตบอลที่เล่นกองหลังในปัจจุบัน หลายคนคงคิดถึงชื่อ “เฟอร์กิล ฟานไดค์” กองหลังลิเวอร์พูลและฮอลแลนด์ ฟาน ไดค์ คือ ยอดกองหลังตัวกลางแห่งยุคซึ่งเล่นได้ครบเครื่องโดยเฉพาะการป้องกันลูกกลางอากาศจากคู่ต่อสู้ หรือผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คที่วิ่งขึ้นลงแต่ละด้านของสนามทั้ง ซ้ายและขวา มีความเร็ว เลี้ยงบอลได้ดีไม่แพ้นักเตะในแนวรุกเลย เช่น มาร์เซโล่, จอร์ดี้ อัลบา แต่สำหรับมัทเธอัส ซามเมอร์ เจ้าของฉายา “เจ้าชายผมแดงเพลิง” ที่สื่อไทยตั้งให้แล้วกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คว้าแชมป์กับม้าขาว ย้ายไปเสี่ยงโชคกับงูใหญ่ กลับมาคว้าแชมป์ใหญ่กับเสือเหลือง  ซามเมอร์เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 1967 ในเยอรมันตะวันออกเขาเริ่มเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกให้กับทีมไดนาโม เดรสเดนหนึ่งใน 2 สโมสรชื่อดังของฝั่งเยอรมันตะวันออก หลังจากรวมเยอรมันแล้วเดรสเดนกับฮันซ่า รอสต็อคคือสองสโมสรจากฝั่งตะวันออกที่ได้ลงเล่นในบุนเดสลีกาด้วยกัน การเล่นที่โดดเด่นกับไดนาโม เดรสเดนทำให้ “ม้าขาว”วีเอฟบี สตุ๊ตการ์ทคว้าซามเมอร์ไปร่วมทีม ในช่วงเวลานี้ซามเมอร์เล่นในตำแหน่งจอมทัพเต็มตัวโดดเด่นทั้งรุกและรับจนสามารถพาทีมม้าขาวคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเยอรมันสำเร็จในสมัยที่ 4 ในขณะนั้น แต่อยู่กับทีมม้าขาวรวมได้เพียง 2 ปี ก็ถูกทีม “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลานยักษ์ใหญ่เซเรียอาทุ่มเงินซื้อเพื่อหวังจะได้เป็นตัวแทนโลธ่าร์ มัทเธอุส

โบบันตอบรับร่วมทีมบริหารมิลานหวังพาทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่

ซโวนีเมียร์ โบบันอดีตมิดฟิลด์สุดคลาสสิคของโครเอเชียเกิดเมื่อ 8 ตุลาคม 1968 เขาคืออดีตกัปตันทีมตราหมากรุกผู้พาโครเอเชียคว้าอันดับสามในฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1998 เจ้าของฉายา “ซอโร(zorro)” เป็นหนึ่งในมิลานยุคดรีมทีมที่พาทีมคว้าแชมป์มากมายในยุค 1990 นานนับทศวรรษ กลับสู่เอซี มิลานอู่ข้าวอู่น้ำเก่าเพื่อรับตำแหน่งสำคัญ โดยหวังจะพาทีมกลับไปเป็นมิลานทีมเดิมที่เคยสร้างความเกรียงไกรในยุโรปมาแล้ว จากรองเลขาธิการฟีฟ่าถึงผู้บริหารคนสำคัญในมิลาน หลังจากโบบันแขวนสตั๊ด ชื่อของโบบันได้ถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อเข้ารับตำแหน่งรองเลขาธิการฟีฟ่าในปี 2016 ก่อนเข้ารับตำแหน่งฝ่ายบริหารของเอซีมิลานโดยมีหน้าที่พัฒนาทีมและประสานงานกับบอร์ดบริหารร่วมกับเปาโลมัลดินี่รวมไปถึงการวางยุทธศาสตร์ของทีม ภายใต้การนำของโบบันเต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะฟุตบอลในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยเม็ดเงินจากเศรษฐีระดับมิลเลี่ยนแนร์ไม่ได้ถูกยึดผูกติดกับชื่อเสียงความเป็นมาคือประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของแต่ละสโมสรเช่นเดิมมากเหมือนก่อนอีกแล้ว มิลานของเขาอาจจะเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของอิตาลีก็จริง แต่การนำมิลานกลับมายิ่งใหญ่ในยุคที่ทุกอย่างดูจะเป็นธุรกิจและเงินทองไปหมด จึงท้าทายความสามารถของโบบันไม่น้อยกว่าตอนที่เขาเป็นนักเตะเลย การสร้างทีมขึ้นมาใหม่(อีกครั้ง) สโมสรอย่างเอซีมิลานเวลาจะเป็นสิ่งสำคัญเสมอ นักเตะและแฟนบอลมักจะรอคอยได้ไม่นาน โบบันได้พูดถึงสาเหตุของความตกต่ำเป็นผลมาจากความต่อเนื่องของเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วยุโรป อิตาลีเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะในเวทีกัลโช่เซเรียอาของพวกเขาหลายสโมสรแทบล้มละลาย ต้องขายผู้เล่นที่ดีที่สุดของตนออกไป เพื่อรักษาสถานภาพของสโมสร เอาไว้เรื่องการจะไปดึงนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์เหมือนในช่วงทศวรรษ 80-90 ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เอซี มิลานเองก็เป็นหนึ่งในทีมที่ประสบปัญหาเช่นกัน มิลานขายนักเตะที่ดีที่สุดของตนออกไปคนแล้วคนเล่าและทำได้เพียงเซ็นนักเตะฟรีหรือราคาถูกเข้ามาร่วมทีม จึงได้เพียงประคับประคองผลงานทีมเอาไว้แต่ไม่สามารถประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันตลอดหลายปีที่ผ่านมา โบบันรู้ว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปีที่จะสร้างทีมให้กลับมาเป็นทีมชั้นนำของอิตาลีอีกครั้ง สิ่งที่โบบันได้ทำไปแล้วคือการดึงจาม เปาโล เข้ามารับตำแหน่งกุนซือคนใหม่ของทีมรวมถึงเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นใหม่จาก 4-3-3 เดิม มาเป็น 4-3-1-2

ฮอลแลนด์ยุคใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่าของคูมัน

ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือที่คนมักเรียกอีกชื่อที่คุ้นเคยว่า “ฮอลแลนด์” ซึ่งหากพูดถึง “ฟุตบอล” แล้วฮอลแลนด์ถือว่าเป็นชาติอีกชาติหนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจและประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับสโมสร แม้ว่าในระดับชาตินั้นพวกเขาต้องรับบทพระรองเสียส่วนใหญ่ แต่สไตล์การเล่นของทีมที่เป็นเอกลักษณ์ เล่นเกมรุกเป็นหลัก จึงเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีแฟนฟุตบอลติดตามเชียร์ทั่วโลกและจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย โททัล ฟุตบอลและยอดนักเตะในตำนาน ฮอลแลนด์มีชื่อเล่น “ออรันเย่” อันหมายถึงสีส้มนั้นเองโดยสังเกตได้จากชุดแข่งที่เน้นสีส้มเป็นหลักและประกอบไปด้วยสีขาวและสีน้ำเงินใน ซึ่งนำมาจากสีธงชาติของพวกเขานั่นเอง ฮอลแลนด์มีสไตล์การเล่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ “โททัล ฟุตบอล” ผู้เล่นในทีมจะต้องสามารถทดแทนตำแหน่งกันได้ตลอดเวลานั่นเอง ซึ่งหลายทีมได้นำไปประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จกันมากมาย นอกจากสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์แล้วทีมยังประกอบไปด้วยนักเตะยอดเยี่ยมอยู่มากมาย เช่น โยฮัน ครัฟฟ์ อดีตยอดนักเตะที่ไม่ว่าหากมีการจัดอันดับโลกนักเตะระดับสุดยอดเมื่อไหร่ ชื่อนี้จะต้องได้รับคะแนนเป็นลำดับต้น ๆ เสมอ รวมถึงรุด กุลลิท, มาร์โก แวน บาสเท่นและแฟรงค์ ไรจ์การ์ด 3 ทหารเสือของเอซี มิลานผู้พาปีศาจแดง-ดำแห่งอิตาลีประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ที่สำคัญยังพาฮอลแลนด์คว้าแชมป์แห่งชาติยุโรปอันเป็นแชมป์ระดับชาติแชมป์เดียวของฮอลแลนด์อีกด้วยในปี 1988 ซึ่งฮอลแลนด์ในชุดนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่ง และทำให้แฟนบอลทั่วโลกเริ่มสนใจติดตามเชียร์ทีมนี้ ราชาไร้บัลลังก์ นอกจากแชมป์ยุโรปในปี 1988 ที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพแล้ว ฮอลแลนด์ได้เข้าชิงในฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้งแต่ทุกครั้งจบลงเหมือนกันด้วยความพ่ายแพ้ทั้ง 3 ครั้ง

เมสซี่ได้ไปต่อกับอาร์เจนติน่าหลังคำตัดสินของคอนเมโบล

ลิโอแนล เมสซี่สุดยอดนักเตะฟ้าประทานแห่งศตวรรษยังคงมีโอกาสไขว่คว้าความสำเร็จกับทีมฟ้า-ขาวอาร์เจนตินาต่อไปหลังฟังคำตัดสินของสหพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ เจ้าของฉายา “ลา ปุลก้า” และอีกฉายาที่เพิ่งได้รับมาใหม่ G.O.A.T ที่ไม่ได้แปลว่า “แพะ” แต่ย่อมาจาก Greatest of all time ซึ่งเป็นการยกย่องนักกีฬาที่เก่งที่สุดตลอดกาลในประเภทนั้น ๆ เช่น ไมเคิล จอร์แดนตำนานนักบาสเกตบอล NBA ก็ได้รับฉายานี้เช่นกัน ความสำเร็จร่วมกันที่อาร์เจนตินาและเมสซี่ยังรอคอย สำหรับบาร์เซโลน่าแล้วเมสซี่คือหนึ่งในนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด เขาได้ค่าเหนื่อยสูงกว่าใคร เขาทำสถิติส่วนตัวกับบาร์เซโลน่าเอาไว้มากมายจนบรรยายไม่หมด คว้าทุกแชมป์ให้กับสโมสรและรางวัลส่วนตัวเกือบทุกรางวัลมาจนครบถ้วนแล้ว แต่ในเสื้อฟ้า-ขาวของอาร์เจนตินาที่เขารักนอกจากแชมป์โลกในสมัยที่เมสซี่ยังเป็นเยาวชนแล้วกลับได้พบแต่ความผิดหวัง การพาทีมเข้าชิงถึง 4 ครั้งในทัวร์นาเมนต์ใหญ่และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 2012 เข้าชิงกับเยอรมัน การแพ้จุดโทษให้กับชิลี 2 ครั้งติดต่อกัน มันช่างดูเป็นอะไรที่โหดร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้สำหรับนักเตะระดับเขา หลายครั้งที่เมสซี่เลือกจะอำลาอาร์เจนตินาแต่ก็ทนฟังเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลและหัวใจตัวเองได้ไม่นานต้องกลับมารับใช้ทีมเหมือนเดิม เสือกระดาษคอนเมโบล ในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโคปาอเมริกา 2019 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ อาเจนติน่าแพ้บราซิลตกรอบอีกครั้ง และครั้งนี้กัปตันเมสซี่ออกมาวิจารณ์เจ้าภาพบราซิลเละเทะทั้งเรื่องพื้นสนามที่ย่ำตลอดการแข่งขัน รวมถึงการใช้ var ของเจ้าภาพ และในแมทช์ชิงที่ 3 พบกับชิลีคู่ปรับเก่า

ซาบาตินี่นักเทนนิสสาวตาคมที่ทุกคนยังคิดถึงเธอ

กาเบรียลล่า ซาบาตินี่ ยอดนักเทนนิสสาวชาวอาร์เจนตินาเกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1970 เธอได้ลงเล่นร่วมกับ ยอดนักเทนนิสในยุคนั้นมากมายไม่ว่าจะเป็นสเตฟฟี่ กราฟราชินีเทนนิสหญิงหนึ่งเดียวของเยอรมนี, มาร์ติน่า นาฟราติโลวาและคริส เอฟเวิร์ต 2 นักเทนนิสอดีตมือ 1 ของโลกชาวอเมริกัน และโมนิก้า เซเลส อดีตมือ 1 ของโลกเช่นกันชาวยูโกสลาเวียซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกันภายหลัง เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ซาบาตินี่เองได้ชื่อว่าเป็นนักเทนนิสสาวฝีมือดี เคยขึ้นไปรั้งมือวางอันดับ 3 ของโลกซึ่งเป็นอันดับสูงสุดของเธอ และได้แชมป์ยูเอสโอเพ่นซึ่งเป็นเกียรติประวัติสำคัญสูงสุดในชีวิตของเธอ เพราะถึงแม้เธอจะได้มีโอกาสเข้าชิงแชมป์เทนนิสวิมเบิลดันที่ทุกคนใฝ่ฝัน ซาบาตินี่ก็ทำได้เพียงพ่ายแพ้ต่อสเตฟฟี่ กราฟไปอย่างน่าเสียดาย แต่สิ่งที่ผู้คนมักจะมองเธอและให้ความสนใจไม่น้อยกว่าในเกมหวดลูกสักหลาดนั้น คือความสวย เก๋ในแบบสาวลาตินอเมริกา ตาคม ผมดำ ผิวสีแทนของเธอกลายเป็นที่ชื่นชอบของทั้งชายและหญิงไม่จำกัดเฉพาะในวงการเทนนิสด้วยซ้ำ ด้วยความสามารถและความมีเสน่ห์ของเธอย่อมเป็นที่หมายปองของคนมีชื่อเสียงมากมาย แต่คนที่เธอกลับเลือกคบหาในช่วงเวลานั้นกลับเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งใครเลยจะรู้ว่าผู้ชาย ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรเลยในตอนนั้น หากเทียบกับนักเทนนิสรุ่นพี่คนอื่น ๆ ที่ควงดาราฮอลลีวู้ดกันแทบไม่ซ้ำหน้าอย่างเช่น คริส เอฟเวิร์ตกับเบิร์ด เรย์โนลด์ แต่ใครจะคิดว่านักธุรกิจที่เธอคบหาในเวลานั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในปัจจุบัน

ดอล์ฟ ซีกเลอร์แชมป์โลกมวยปล้ำผู้แสนอาภัพ

ดอล์ฟ ซีกเลอร์มีชื่อจริงว่านิโคลัส เนเม็ท เชาเกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1980 เข้าสู่วงการมวยปล้ำ WWE เมื่ออายุได้ 24 ปี มีฉายาที่หลายคนอาจจะไม่รู้จักว่า “เดอะ เนเจอรัล” (the natural) เขาชื่นชอบมวยปล้ำตั้งแต่เด็กและเล่นกีฬามวยปล้ำและมีชื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย และไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เขาแข่งขันหรือฝึกซ้อมเขาได้ชื่อว่าเป็นนักมวยปล้ำที่มีพรสวรรค์สูงขยันฝึกซ้อม ทุ่มเท มีวินัย และพยายามพัฒนาตนเองอย่างมาก ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคนั่นจึงทำให้เขาเป็นนักมวยปล้ำที่มีฝีมือการปล้ำดีที่สุดคนนึงในโลก ยอดฝีมือลำดับต้น ๆ ของโลกกับแชมป์โลก 11 นาที หากเราจะนับเฉพาะฝีมือการปล้ำจากนักมวยปล้ำ WWE ในปัจจุบันเราสามารถเรียก “ดอล์ฟ ซีกเลอร์” คือนักมวยปล้ำที่เก่งที่สุดในสมาคมหรือบางทีอาจจะรวมทุกสมาคมบนโลกคนนึงได้อย่างไม่เคอะเขิน ด้วยใจรักในมวยปล้ำของเขาบวกกับพรสวรรค์และความมุมานะจากการฝึกซ้อมตลอดอาชีพทำให้เขาเป็นนักมวยปล้ำที่มีท่วงท่าการปล้ำที่สวยงาม เป็นธรรมชาติตามฉายาของเขา เขาสามารถปล้ำกับนักมวยปล้ำคนไหนในโลกก็ได้ และไม่ว่าบทบาทที่ WWE มอบให้เขาจะเลวร้ายสักเพียงไหน เขาก็มักจะมอบแมทช์การปล้ำที่ดีเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของคนดูอยู่เสมอ ดอล์ฟ ซีกเลอร์สามารถคว้าเข็มขัดแชมป์โลกเฮฟวี่เวทของ WWE ที่ทุกคนใฝ่ฝันได้สัมผัสมันถึง 2 ครั้งซึ่งดูเสมือนเป็นรางวัลใหญ่ที่ตอบแทนความทุ่มเป็นเวลากว่า 7 ปีของตนที่มีให้ WWE

หญิงสาวชาวเกาหลีคนหนึ่ง แปรงฟันครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ปกติแล้วคนเราทุกคนจะรักษาความสะอาดร่างกายและที่อยู่อาศัยของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะร่างกายของเรา คนทั่วไปอาบน้ำแปรงฟันโดยเฉลี่ย 2 ครั้งต่อวันคือตอนเช้าและตอนเย็น โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะดูแลความสะอาดของตัวเองเป็นพิเศษ หลายคนยังพกแปรงสีฟันและยาสีฟันไปแปรงตอนหลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จแล้ว ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากเพราะในแต่ละวันเราเจอกับฝุ่น มลพิษมากมาย แถมยังมีเชื้อโรคที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะในช่องปากที่มีแบคทีเรียที่เจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา หญิงสาววัยรุ่นชื่อ กีฮยอนจี ยอมรับการทางรายการโทรทัศน์ที่เธอไปออกว่าเธอไม่ได้แปรงฟันมา 10 ปีแม้ว่าครอบครัว และเพื่อน ๆ รอบตัวจะไม่เห็นด้วยก็ตาม สร้างความตกใจให้แก่ผู้ชมที่รับชมรายการในขณะนั้นเป็นอย่างมาก แล้วทั้ง ๆ ที่เธอเป็นบล็อกเกอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอางและการแต่งหน้าและโด่งดังมากในอินเตอร์เน็ตเพราะความสวยหวานและน่ารักของเธอ และยิ้มให้เห็นฟันให้ดูในรายการซึ่งสร้างเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างมาก หลายคนหลังจากที่ได้เห็นฟันของฮยอนจีสารภาพว่าพวกเขาไม่กล้ามองฟันของเธอโดยตรงเพราะพวกเขาไม่สามารถทนมองได้ แม้กระทั่งฟันของคนที่ติดบุหรี่ยังไม่เหลืองเท่ากับฟันของเธอเลย เนื่องจากว่าเธอไม่แปรงฟันมานานมาก พ่อแม่ของเธอไม่ยอมให้เธอจุ๊บหมาที่พวกเขาเลี้ยงไว้ด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าเธอจะแพร่เชื้อโรคและแบคทีเรียที่อยู่ตามฟันของเธอไปที่หมาตัวนั้น หญิงสาวยังเล่าผ่านทางรายการเพิ่มเติมอีกว่าเธอเคยมีแฟนและพอเขาจูบเธอ เขาก็อาเจียนออกมา หลังจากนั้นพวกเขาก็เลิกกันเพราะแฟนของเธอไม่สามารถทนอยู่กับไลฟ์สไตล์ของเธอได้ โดยผู้ชมที่ดูรายการทั้งหมดต่างแสดงความกังวลต่อสุขภาพอนามัยของเธอ และหวังว่าเธอจะเข้าใจว่าสิ่งที่เธอเป็นอยู่มันไม่ดีต่อสุขภาพของเธอเอง การแปรงฟันให้ถูกวิธีนอกจากจะต้องทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งแล้ว ในแต่ละครั้งที่แปรงฟันควรแปรงอย่างน้อย 5 นาที หากไม่รักษาความสะอาดฟันให้ดี โรคร้ายจะตามมาหลายโรค เช่น ทำให้ฟันผุ ทำให้มีกลิ่นปากและคนรอบข้างจะไม่สะดวกใจที่จะคุยกับคุณเกิดเป็นความไม่มั่นใจในตัวเองตามมา ทำให้เป็นโรคเหงือกอักเสบ โรคหัวใจ โรคเบาหวานโรคหลอดเลือดในสมองหรือแม้แต่มะเร็งในช่องปาก ดังนั้นจึงควรหมั่นดูแลสุขภาพฟันของตัวเองเป็นประจำ นอกจากการแปรงฟันที่ต้องทำเป็นกิจวัตรประจำวันแล้ว ควรใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วยในทุกวันเพื่อขจัดคราบที่อยู่บนฟันไม่ให้กลายมาเป็นหินปูน

เด็กน้อยวัย 14 ปีถูกทรมานจนตายโดยครอบครัวของเธอเอง

ข่าวความรุนแรงในครอบครัวทั้งในและต่างประเทศรุนแรงขึ้นทุกขณะในขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเผยแพร่ความรู้ให้กับคนในสังคม โดยได้ให้ข้อมูลว่าความรุนแรงไม่ใช่การทุบตีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทอดทิ้ง การปล่อยปะละเลย การไม่ใส่ใจอีกด้วย ซึ่งปัญหาที่เรื้อรังนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดไปเสียที ในแต่ละปีเจ้าหน้าที่รัฐจะได้รับแจ้งเรื่องความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี หลายครั้งที่ทำให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ศาลได้รับแจ้งว่าศพของเด็กผู้หญิงอายุ 14 ปีที่ชื่อ Mary Crocker ที่ถูกฝังไว้ที่สวนหลังบ้านของเธอถูกปล่อยให้เปลือยทรมานร่างกายและถูกทุบตีที่ไม่ได้ส่งการบ้าน ทั้งยังได้กินแค่อาหารที่บูดแล้วจากครอบครัวของเธอเองเพื่อเป็นการลงโทษ และรายละเอียดทั้งหมดได้ถูกส่งให้ศาลพิจารณาที่รัฐจอร์เจียเมื่อวานนี้ เด็กน้อยแมร์รี่ถูกญาติแท้ ๆ ของเธอปฏิบัติราวกับว่าเธอเป็นทาสและทรมานเธอต่าง ๆ นานา จะเธอจากไปด้วยความทรมานเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ภายหลังศพของเธอถูกพบฝังอยู่ที่สวนหลังบ้านของครอบครัวของเธอเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ปีที่แล้ว ทั้งนี้ตำรวจยังค้นเจอศพของพี่ชายของเธอที่ชื่อ JR อีกด้วย เด็กทั้งสองคนได้รับการศึกษาจากที่บ้านหรือที่เรียกว่า Home school และไม่มีรายงานว่าเด็กทั้งสองคนสูญหาย ครอบครัวของแมร์รี่ถูกจับกุมทั้งหมด 5 คนด้วยกัน โดยทั้ง 5 คนได้ร่วมกันทำร้ายเด็ก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าเด็กน้อยแมร์รี่ถูกบังคับให้อยู่แต่ในกรงสุนัขเล็ก ๆ โดยไม่ให้ออกมาข้างนอกเลยแล้วยังถูกผูกไว้โซ่และถูกทุบตีแทบทุกวัน เด็กหญิงแมร์รี่น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็วและมีรอบเขียวช้ำทั่วตัว วิธีที่พวกเขาอาบน้ำให้เธอคือการลากกรงที่เธออยู่เข้าไปในห้องน้ำแล้วฉีดน้ำใส่เธอ และการลงโทษจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นถ้าเธอถูกจับได้ว่าพยายามขโมยอาหารโดยมีรูปภาพของเธอขณะถูกทรมานถูกถ่ายเอาไว้ในโทรศัพท์มือถือของพ่อเธอเองด้วย ครอบครัวของเธอที่ถูกจับกุมซึ่งในนั้นรวมถึงแม่และพ่อของเธอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทั้งนี้การผ่าชันสูตรศพยังคงดำเนินต่อไปเพื่อพิสูจน์และเก็บรวบรวมหลักฐาน เจ้าหน้าที่ผ่าชันสูตรศพให้ข้อมูลว่า แมร์รี่ได้เสียชีวิตเมื่อประมาณวันที่ 28

ถ่ายรูปเซลฟี่ ทำเหตุโดนเสือจากัวร์กัด

การถ่ายรูปเซลฟี่คือการถ่ายภาพตัวเองเพิ่งถือกำเนิดมานานแล้วแต่เพิ่งมาฮิตอย่างมากเมื่อตอนที่มีโทรศัทพ์มือถือที่มาพร้อมกล้องหน้าถือกำเนิดขึ้น และการถ่ายรูปเซลฟี่นี่เองที่กลายมาเป็นเหมือนวัฒนธรรมใหม่ของคนทั่วโลกที่ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน จะเจอกับเหตุการณ์อะไร หรือกินข้าวกับอะไร ก็ต้องถ่ายภาพตัวเองเพื่อเผยแพร่ให้คนที่ติดตามตัวเองในโซเชียลต่าง ๆ ได้ชื่นชม และบ่อยครั้งที่ความพยายามที่ต้องการให้มีรูปภาพที่น่าประทับใจมากที่สุดให้ได้ไปอวดเพื่อน หลายคนได้รับบาดเจ็บ หลายคนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตเหมือนในกรณีต่อไปนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บเพราะพยายามถ่ายรูปเซลฟี่กับเสือจากัวร์จนทำให้โดนตะบบที่สวนสัตว์แห่งหนึ่ง พยานในเหตุการณ์ต่างเล่าว่าพวกเขาได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลืออย่างดังเพราะโดนเสือจากัวร์ทำร้ายซึ่งผู้หญิงคนนั้นถูกทำร้ายหลังจากที่ปีนข้ามที่กั้นเข้าไปเพื่อถ่ายรูปเซลฟี่กับเสือจากัวร์เพศเมียเพื่อให้ได้ภาพที่ใกล้ชิดขณะที่เที่ยวอยู่ในสวนสัตว์แห่งหนึ่งในอริโซน่า โดยมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าวขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือเธอในเบื้องต้น มือของเธอมีบาดแผลขนาดใหญ่และเลือดไหลเป็นทาง พยานในเหตุการณ์ต่างออกความเห็นกันมากมายโดยหนึ่งในนั้นแสดงความคิดเห็นว่า เสือจากัวร์ตัวนั้นก็แค่สัตว์ป่าตัวหนึ่งเท่านั้น และเจ้าหน้าที่ก็ได้กั้นบริเวณนั้นไว้เป็นอย่างดี แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะปีนข้ามเข้าไปเองแต่ก็ภาวนาให้เธอปลอดภัย ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังสอบสวนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดหลังจากที่ได้รับแจ้งว่าผู้ได้รับบาดเจ็บปีนข้ามที่กั้นที่ทางสวนสัตว์กั้นไว้เพื่อเข้าไปถ่ายรูปกับสัตว์เอง และยังกล่าวอีกว่าพวกเขาเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวของพวกเขา ทางครอบครัวของเธอร้องขอให้มีหน่วยกู้ชีพเข้ามาทำการพยาบาลและเสือจากัวร์ตัวนั้นก็ได้อยู่ในที่ของมันแล้วโดยที่พวกเราจะต้องสืบสวนและทำการตรวจสอบต่อไป ผู้อำนวยการสวนสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่เป็นครั้งที่สองแล้วในเดือนนี้ที่เสือจากัวร์ทำร้ายนักท่องเที่ยวของสวนสัตว์และเขาก็เครียดกลัวว่าต้องจบชีวิตของเสือจากัวร์ลงและต่อมาได้โพสข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า เขาสัญญาว่าจะไม่ให้อะไรเกิดขึ้นกับสัตว์ตัวนั้น ทั้งนี้องค์กรที่เกี่ยวข้องก็ออกมาเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเองและความปลอดภัยของสัตว์ป่าทั้งหลายด้วย จริงอยู่สัญชาตญาณของมนุษย์คือการแข่งขันกัน ซึ่งในเรื่องของการถ่ายรูปเซลฟี่ หรืออัดวิดีโอต่าง ๆ ลงบนอินเตอร์เน็ตเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มของตัวเองเป็นเรื่องปกติ แต่การที่จะได้มาเพื่อรูปภาพหรือวิดีโอเหล่านั้นทุกคนควรคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง ผู้ร่วมเหตุการณ์เป็นสำคัญ หากทำอะไรโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองถึงผลที่ตามมาอาจจะไม่ได้โชคดีที่รอดมาได้เหมือนผู้หญิงคนนี้